นึกถึงและขอบคุณลูกค้าของคุณ

ในการทำธุรกิจลูกค้าคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด เวลาเราเปิดกิจการนั้นช่วงแรกเราอาจจะต้องเน้นไปที่การหาลูกค้าเพิ่ม เปิดลูกค้าใหม่ แต่เมื่อคุณมีฐานลูกค้าอยู่พอสมควรแล้ว สิ่งที่คุณทำได้นอกจากเปิดลูกค้าใหม่คือ "การทำยังไงให้ลูกค้าเดิมยังอยู่กับเรา และรับบริการเพิ่มจากเรา" โดยเท่าที่ผมลองศึกษาและลองผิดลองถูกนั้น วิธีที่จะทำให้ลูกค้าอยู่กับเราก็คือ "ทำให้ลูกค้ามีความสุข"

ลูกค้านั้นนอกจากเขาจะดูจากประสิทธิภาพการทำงาน ของเราแล้วนอกเหนือจากนั้น เขายังดูอีกหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น คำพูด คำจา , บริการ , ความจริงใจ , การนำเสนอสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตเขา ฯลฯ โดยผมข้อยกสองข้อที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในการที่ทำให้ความสัมพันธ์กับลูกค้าของคุณยังยืนยาวนาน

นึกถึงลูกค้า

คุณจะรู้สึกดีไหม ถ้ามีคนที่จำได้ว่า คุณชื่ออะไร ? คุณเคยอยากได้อะไร ? ชอบกินอะไร ? เกิดวันที่เท่าไร ? หรือแม้กระทั่งรู้ว่าจริงๆแล้วคุณต้องการอะไร ? เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราสามารถจดและทำได้ ถ้าเราสนใจในตัวลูกค้าจริงๆ ยกตัวอย่างลูกค้าชอบสินค้าชิ้นหนึ่งในร้านของคุณเขามาซื้อเป็นประจำ เมื่อคุณแน่ใจคุณก็ลองพูดว่า "วันนี้รับ XXX เหมือนเดิมใช่ไหมครับ" ซึ่งเป็นการเปิดการสนทนาและบอกลูกค้าไปว่า เรานึกถึงคุณนะไม่ใช่เห็นคุณเป็นเพียงคนที่ผ่านมาและผ่านไป โดยเรื่องนี้ยังสามารถทำให้เกิดการขายได้อีกด้วยในหลายธุรกิจที่มีการหมดอายุ เช่น ประกันชีวิต ถ้าคุณรู้ว่าลูกค้าหมดอายุวันไหน คุณก็สามารถโทรไปเตือนลูกค้าแล้วเขาก็อาจจะต่อสมาชิกกับคุณแทนที่เขาจะมารู้ว่าตัวเองหมดอายุ แล้วหาคนอื่นแทน ในเรื่องนี้ต้องอาศัยการจดบรรทึกที่ดี แล้วบริหารจัดการแนะนำว่าใช้ Google Calendar แล้วทำแยก Calendar อีกอันโดยอันนี้เฉพาะลูกค้าของคุณอย่างเดียว

ขอบคุณลูกค้า

เมืองนอกที่ดังๆเลยคือ Thanksgiving กับ Black Friday ซึ่งจริงๆมันคือเทศกาลขอบคุณลูกค้า ทำไมถึงต้องมีการขอบคุณลูกค้า ? การขอบคุณนั้นสำหรับผมคือการนึกถึงและเข้าใจในความสำคัญในสิ่งที่คุณให้มา ในที่นี้คือลูกค้าให้เรา เรามีวิธีดีๆมากมายที่จะเป็นการขอบคุณลูกค้าตั้งแต่โทรไปขอบคุณ , ส่ง Gift Set เล็กๆไปให้ , ทำการลดราคาผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าใช้อยู่ ฯลฯ โดยเทคนิคที่สำคัญสำหรับการขอบคุณลูกค้าคือ "ให้โดยไม่มีเงื่อนไข"

ลิงค์ที่น่าสนใจอ่านต่อเกี่ยวกับการขอบคุณลูกค้า http://www.entrepreneur.com/article/220770

ฝีมือและความดี

จำเป็นต้องมีทั้งสองอย่าง ไม่งั้นการบอกต่อจะไม่ได้เป็นในแง่ดีเสมอไป แต่ถ้าคุณมีทั้งสองอย่างแล้ว แน่นอนลูกค้าจะแนะนำลูกค้าใหม่ให้กับคุณ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คำว่า "ความดี" นั้นตีได้หลายแง่มุม เช่น บริการที่รวดเร็วชับไว , สม่ำเสมอมากี่ทีก็เสริฟได้เร็ว ฯลฯ แต่ปลายทางของคำว่าความดีของผมนั้นคือ "ทำลูกค้าให้มีความสุข"

ให้ลูกค้าจำฝีมือและความดีของเรา ให้เรานึกถึงลูกค้าอย่างที่เขาอยากให้เรานึกถึง ขอบคุณลูกค้าอย่างที่เราอยากได้ถ้าเราเป็นลูกค้า

Gary Vaynerchuk’s Inc 500 Keynote

คนนี้ผมเคยดูหลายครั้งแล้ว เขาเป็นคนที่พูดตรงและเข้าใจง่าย โดยไม่ใช่คนพูดแนวทฤษฎี แต่ใช้จากประสบการณ์และหลักความจริง นี้คือ Video ที่ผมว่าพูดได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยดูเขามาเลยครับ โดยเรื่องราวจะเป็นการพูดถึง Marketing , Customer Relationship , Feeling , Entrepreneur , Media ให้พวกคุณฟัง ตั้งใจฟังให้มากเพราะสิ่งที่เขาพูด มันจะทำได้แก่นของการทำเรื่องเหล่านี้ โดยใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ปล. video มีการค้างหรือ hang เพราะเขาใช้วิธี stream มาดังนั้น อาจจะมีอาการกระตุกได้ครับ

คำแนะนำของผมสำหรับ IT Startup

ได้ อ่านบทความนี้ ก็เลยคั่นมืออยากจะมา Share มุมมองของตัวเองบ้าง โดยผมมองที่ตัวบุคคลกับ Platform เป็นหลักโดยจริงๆแล้วปัจจัยที่ทำให้การลงมือสร้างธุรกิจอะไรแล้วสำเร็จนั้นนอกเหนือจากการทำ Business Model ที่ชัดเจนก่อนเริ่มแล้วนั้น เราจะต้องมีคนมาดำเนินการเรื่องเหล่านั้นโดยบุคคลหลักๆสำหรับการทำ IT Startup โดยเน้นช่วงในการสร้างธุรกิจขึ้นมาในช่วง 1 ปีแรก เท่าที่ผมมีประสบการณ์ + ดูจากเพื่อนๆที่เริ่มธุรกิจด้วยกันมีดังนี้

Great Coder

คนเขียนโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องสามารถวางรากฐานและสามารถทำ Product ที่เป็นแค่ความคิดให้เกิดขึ้นจริงได้ครับ คนนี้สำคัญที่สุดก็ว่าได้ โดยถ้าเขาสามารถทำเรื่อง Server ได้ด้วยก็จะลดปัญหาในการเริ่มต้นไปได้มากโข่ทีเดียว

Business Analyst & Improvement

คนนี้ถือว่าสำคัญที่สุดในการเริ่มทำธุรกิจมากเลย เพราะส่วนใหญ่แล้วที่บริษัทสู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ก็เพราะ ทุนที่น้อยกว่า แต่ต้องการทำงานให้ได้เยอะ โดยไม่พัฒนาส่วนที่ทำให้ใช้คนน้อยลง แล้วก็ทำให้งานเร็วขึ้น ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนชี้เป็นชี้ตายได้เลยว่า คุณจะอยู่รอดในระหว่างที่คุณต้อง "ทำงานคุณภาพราคาถูก" รึเปล่า

Accounting

แน่นอนครับปัญหาสำหรับคนเปิดบริษัทนั้นก็คือเรื่อง ภาษี และการจ่ายเงินถ้าไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยจะกลายเป็นว่าโดนปรับภาษีเยอเลยที เดียว ส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่มีใครทำบัญชีจ้าง Outsource เถอะครับดีกว่าเยอะ แต่เลือกบริษัทดีๆนะยอมจ่ายมากกว่าหน่อยแต่เรื่องปวดหัวน้อยลงคุ้มกว่าครับ โดยถ้าจ้างบัญชีเลยสิ่งที่เราควรจะได้จากการจ้างบัญชีคือการเรียบเก็บเงิน ให้เราด้วย โดยเราก็คุมอยู่ห่างๆ แต่ให้เขาเป็นคนเรียกเก็บเงินจะได้ลดงานไปด้วย (สำหรับคนเริ่มต้นทำผมแนะนำว่าให้จ้าง Outsource แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยครับ ให้เข้าใจเรื่อง หักภาษี ณ ที่จ่าย , Invoice  (ใบเรียกเก็บเงิน), Purchase Order (PO,ใบสั่งซื้อ) คืออะไร แล้ว Credit Term เท่าไร)

Sales , Marketing and Connection

ถ้าคุณไม่ได้ทำ SaaS (Software as a Service) ที่ทำทุกอย่างผ่าน Online จะต้องมีคนเป็นคนออกไปคุยกับรู้ค่าและขายของหรือปกติในไทยจะชอบเรียกว่า AE (Account Executive) ซึ่งคนๆนี้ไม่จำเป็นต้องมีในตอนแรก แต่คนที่เป็นเจ้าของจะต้องทำในส่วนนี้เป็นไม่ว่าคนใดคนหนึ่ง ซึ่งต้องหัด Present ไปด้วยในตัวยกเว้นของเราจะ Unique แล้วดีจริงลองอ่าน Presentation Zen ดูครับ

ส่วน Marketing กับ Connection ผมขอพูดรวมกันครับ ในเรื่องของ Marketing ลองไปอ่านดูได้ที่นี้ครับ ซึ่งเราทำ Marketing นั้นนอกจากควรจะเริ่มตั้งแต่ก่อนจะเปิดบริษัทแล้วการสร้างตัวตนบนโลก Online ถือว่าเป็นการ Marketing ที่ถูกที่สุดแล้ว ดังนั้นถ้าธุรกิจคุณเป็น Product Innovation ขอให้ช่วงแรกเน้นไปทำ Product ให้ดีโดยใช้ Marketing ในการเปิดตัวแล้วเก็บ Feedback ครับสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "Feedback และ Requirement" อย่าพึงคิดว่าของคุณดี เพราะต่อให้ดีจริงแต่อาจจะไม่ตรงตามที่ตลาดต้องการ นี้เป็นสาเหตุที่เราต้องมี Great Coder !

Consult & Outsourcing

สุดท้ายการที่เรามี Connection ไว้ไม่ใช่เพียงแค่หาคนคุยทำธุรกิจกันอย่างเดียว ในเวลาที่เราต้องการใครสักคนมาเติ่มเต็มในส่วนที่บริษัทเราขาด ก็จะได้หาคนที่เชื่อใจได้โดยผมบอกตรงๆว่าการใช้ Consult และ Outsourcing คือส่วนหนึ่งที่คนบริหารต้องหัดใช้บริการบ้างอย่างเช่น ผมรู้ว่าธุรกิจผมมาถึงจุดที่ต้องใช้ Server Admin แล้ว แทนที่ผมจะจ้างเป็นพนักงานประจำผมจ้างเป็นครั้งๆในการ Consult ถ้าในกรณีที่เราทำได้ แต่ขาด Vision เพราะเราจ้าง Consult เพราะต้องการ Vision ของเขา

แต่เราก็ต้องตีกรอบ Consult เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเรา ส่วนการ Outsourcing คือสิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ยากและเสียเวลา แต่มันอยู่ใน Process งานของเรา เช่นของผมคือ Design ! ดังนั้นผมเลยใช้การจ้างคนอื่นทำแทนเป็นต้น ค้นหาจุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจให้เจอ และอย่าลืมใช้ Consult กับ Outsource นะครับ

== Secret Conclusion ==

แน่นอนเส้นทางในการทำ Startup ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ขั้นแรกขอให้ตั้งใจและพยายามโดยถ้าจะทำให้ Startup ไม่ล้มง่ายๆคุณควรจะมี Co-Founder ด้วยเพราะเมื่อคนหนึ่งท้อแท้อีกคนจะได้ช่วยพยุ่งเราขึ้นมาจากความท้อแท้นั้น มันง่ายกว่าการทำคนเดียวเยอะ !! (แต่การหา Co-Founder ที่เหมาะกับเราต้องเหมาะทั้งจริต + สไตล์การทำงานที่เราขาดด้วย) ขอพูดต่ออีกนิดเพราะไม่อยากจะจบเหมือนบทความทั่วไป ปกติคนเรามักจะคิดว่า "เริ่มทำธุรกิจอย่าพึงนึกถึงตอนจบ เพราะมันจะพากันล่ม" อันนี้ก็จริงส่วนหนึ่งครับ

แต่สำหรับชีวิตคนๆหนึ่งอย่างผมก็ต้องมีวันแก่ วันป่วย วันเจ็บและวันตาย แน่นอนครับ Vision ที่ผมมองกับธุรกิจผมตั้งแต่ตอนเริ่มคือ "ธุรกิจนี้จะต้องดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีผม" ซึ่งจะว่าไปแล้วมันเหมือนต้องเหนื่อยสามครั้งนั้นเอง 1. คือการที่ทำให้ Product ที่มีเราขายได้ 2. พัฒนา Product ให้ตรงตามลูกค้ามากขึ้น 3. พัฒนาระบบให้คนในทีมใช้ง่าย เพื่อผมจะไม่ได้ไม่ต้องทำมันแล้วอีกต่อไป ซึ่งเรื่องการพัฒนาระบบให้ทีมใช้ง่ายนั้นถือว่าอยู่ในลำดับต้นๆของการมี Programmer ไว้ทำงานที่นี้

เพราะผมเชื่อว่า ถ้าวันนี้คนในทีมยังต้องเหนื่อยมากในการทำอะไรเดิมๆ เมื่อถึงวันหนึ่งคุณจะไปตันทางด้าน "ต้นทุน/เวลา" และ "ความเครียด" ทำให้ยิ่งเหมือนมีบริษัทแล้วยิ่งไม่มีความสุข แล้วนั้นคือสาเหตุที่คุณออกจากงานประจำรึเปล่า ? แน่นอนครับผมไม่ใช่คนทะเยอทะยานเท่าไร แนวทางในการทำบริษัทคือ "มีเวลา มีตังใช้ แล้วทุกคนได้เติบโต" นี้คือมุมมองส่วนหนึ่งจากการได้มาเปิดบริษัทเองครับ :)

โปรโมตและทำ Marketing Online ง่ายๆสำหรับ SME ตอนที่ 3

ในตอนสุดท้ายนี้คงเป็นเรื่องเพิ่มเติ่มที่น่าสนใจ ในเรื่องที่ผมอยากจะเขียนเพิ่มเติมละกันครับ

Power of People

พลังของประชาชนจะว่างั้นก็ได้นะครับ แต่จริงๆผมอยากจะให้เห็นพลังของทุกคนต่างหาก เพราะถ้า 1 คนมีพลัง 100 ถ้าเราใช้พลังของ 100 คนเราก็มีพลัง 10,000 ดังนั้น SME อย่างเราอย่านึกว่าเรามีพลังน้อย ก็กระจายได้น้อยเพราะยุคนี้เรามี Social Media เรามีญาติพี่น้อง เรามีเพื่อน เรามีคนรู้จัก และเรามีเพื่อนที่ยังไม่รู้จัก อีกมากมายพร้อมทั้งพลังการ Share ที่ง่ายมาก อย่าลืมใช้พลังตรงส่วนนี้ทำให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าต่อไปได้นะครับ

Best Service

ทำไมผมเน้นคำนี้หรอเพราะในความผมคิดว่า Product ของ SME ของเราไม่ได้ขายของที่ดีที่สุด แต่ขายของที่ตอบโจทย์ของลูกค้า แต่การทำให้ธุรกิจเราแตกต่างจากคู่แข่งนั้นนอกจากเครื่องมือ , วิธีการแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ Service หรือการให้บริการ และการรับฟังความต้องการของลูกค้า ร่วมถึงพยายามแก้ปัญหาเขาให้ดีที่สุด นั้นไม่เพียงจะทำให้เรากับคู่แข่งแตกต่างกัน แต่ทำให้เราถูกพูดถึงในทางที่ดีแน่ๆ หากมีคนถามลูกค้าของเราว่า งานเราดีไหม

Inception with your faith

อันสุดท้ายอันนี้เป็นเพียงแนวคิดวิธีหนึ่งที่ดูจะสุดโต่งไปสักเล็กน้อย แต่ผมก็ขอพูดถึงด้วย เนื่องจากว่า ผู้บริโภค ในปัจจุบันมีความเชื่อและเหตุผลในตัวเองสูงร่วมถึงมีข้อมูลข่าวสารที่สามารถหาได้ตาม Internet ทำให้เดียวนี้การที่จะเอาแต่โฆษณาไปเยอะๆ แล้วทำให้เขาติดหูแล้วเชื่อในสรรพคุณแล้วละก็คงใช้ได้กับคนอายุ 45 ขึ้นไปในปัจจุบัน ดังนั้นการทำให้คนเชื่อในตัวเราแล้วสิ่งที่เราทำ รวมถึงธุรกิจของเรานั้น เราต้องมีศรัทธาในตัวธุรกิจของเราก่อนเป็นคนแรก ไม่อย่างงั้นคนอื่นเขาจะเชื่อในบริการหรืองานของเราได้อย่างไร ดังนั้นทำการตลาด Online ก็เช่นกัน คุณจะโปรโมตอย่างไร ทำ Campaign อย่างไร คุณต้องมีความเชื่อเป็นสิ่งแรก แล้วถ่ายทอดมันออกไปให้คนเชื่อคุณให้ได้มากที่สุด

Magic is Real

ใครบอกเวทย์มนต์ไม่มีในโลก เพราะทุกวันนี้โลกเราก็แทบจะมีเวทย์มนต์กันอยู่แล้ว เพียงแต่มันไม่สามารถเกิดได้ด้วยแค่การร่ายมนต์ ! อย่าง Harry Potter ในโลกความเป็นจริงนั้นเวทย์มนต์ก็คือ "เครื่องมือ" ดังนั้นการทำอะไรก็ตามไม่ว่าเรื่องอะไร อย่าลืมหา "เวทย์มนต์" มาใช้กันด้วย

Believe in yourself

สุดท้ายแล้วก็คือจะทำอะไรก็ตามขอให้คุณมีความเชื่อมั่นในตนเอง คุณสามารถทำอะไรก็ได้อย่างที่คุณต้องการ นอกเหนือศรัทธาในธุรกิจของคุณ คุณต้องศรัทธาในตัวคุณเองด้วย

สุดท้ายขอทิ้งกับ Video นี้คุณอยากทำอะไรก็ได้ที่คุณอยากทำ แล้วอย่าให้ความคิดของคุณ ถูกหยุดด้วยตัวคุณเอง

โปรโมตและทำ Marketing Online ง่ายๆสำหรับ SME ตอนที่ 2

เมื่อเราสร้างตัวตนบนโลก Online ต้องต่อด้วย Marketing แบบ "บ้าน บ้าน" เน้นย้ำเลยว่า "บ้าน บ้าน" เป็นเทคนิคแนวฝั่ง PR ก็คือกระจายให้ได้มากที่สุด นี้คือหัวเรื่องของบทความวันนี้ครับ "กระจายให้คนรู้จักมากที่สุด"

Email

ใครจำความเดิมตอนที่แล้วได้ละก็ ที่ให้เรารวม Email ให้ได้มากที่สุด นี้และครับจุดเริ่มต้นเทคนิคแบบบ้านๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็น Spammer อยู่บ้างแต่บอกตามตรงว่าได้ผลดีไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นไม่มีอะไรมาก "เรียบเรียงคำพูด แล้วเขียนใส่ Email เลยครับ" โดยเนื้อความแนะนำว่าให้มีความชัดเจน เช่น ถ้าการส่ง Email ครั้งนี้คือการขายของ ก็เขียนแบบขายของ ถ้าเรื่องขายของยิ่งมีการเปรียบเทียบสรรพคุณ + มีผู้ทดลองใช้มาแล้วจะน่าเชื่อถือมากครับ อีกแบบก็คือประกาศก็เน้นไปเลยว่า สื่อสารครั้งนี้อยากให้เขาจำอะไรของเรามากที่สุดเช่น "Slogan" , "Brand" ฯลฯ ที่เหลือก็แค่เอา Email ไปใส่แล้วกด Send !!

ปล. แต่แน่นอนครับ ถ้าเราต้องมานั่งส่ง Email เองก็ดูจะลำบาก ใครสนใจลองไป Setup โปรแกรมตัวนี้ดูครับ - http://codecanyon.net/item/newsletter-mailer-v13/149365

Social Media

แน่นอนครับการโปรโมตผ่าน Social Media ในยุคทองแบบนี้ เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ แต่การโปรโมตวิธีบ้านๆที่สุดซึ่งดูเหมือนกึ่งๆ Spam แต่มันได้ผลก็คือ "โพสบน Wall ของคนที่เรารู้จัก" และ Share ลงบน Facebook / Twitter ตัวเองอย่าลืมใช้คำพูดว่า "ช่วย Share ต่อด้วยนะครับ" ทำนองนี้ไปซึ่งอย่าคาดหวังว่า Product เราดีเขาต้อง Share แน่เน้นใช้คำพูดขอความช่วยเหลือไปเลยดีกว่า แต่ก็แล้วแต่ Style ของแต่ละท่านแล้วกันนะครับ ต่อมาก็คือ "ถ้าเรามีเพื่อนน้อย" จะทำยังไง การตลาด Social Media ก็จะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นควรทำความรู้จักในโลกภายนอกให้มากขึ้น เช่น ไปตามงาน Event ฯลฯ ซึ่งถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบรู้จักคนมาก งั้นข้ามวิธีการนี้ไปก่อนครับแล้วรออ่านตอนหน้า

แน่นอนความตั้งใจในตอนนี้คือ "บ้าน บ้าน" ดังนั้นเราคงทำแบบลุยๆไม่ต้องมาเน้นคิดเยอะ ใน Social Media นั้นมีอีกวิธีการที่ใช้ได้ผลก็คือ Post ตาม Facebook Fan Page / #Hashtag / Trend ยกตัวอย่างก็คือถ้าเรารู้ว่า Fan Page ไหน Active แล้ว Page Admin ใจดีหน่อย ก็ไปโพสโปรโมตได้เลยครับ โดยส่วนตัวผมจะเน้น Fan Page ที่มีการพูดถึงมากๆ หรือเป็นกระแสเช่น  "Planking , พับเพียบ" ทำนองนี้นะครับ ส่วนต่อมาก็คือ #Hashtag ใครที่เล่น Twitter นั้นถ้าคุณตามคนเยอะๆ ก็จะพอรู้อยู่บ้างว่า Hashtag อะไรที่มีคนเล่นอยู่ "ณ ตอนนี้" แล้ววิธีง่ายก็คือคุณก็ Tweet โปรโมตไปเลยครับ ผมเชื่อว่าต้องมีคนตามอ่าน Hashtag นั้นอยู่ เช่น "ขายรถ Citroen C5 สวยสภาพดีต่อรองได้ #social4pr - http://something.com" สังเกตุง่ายว่ามีการติด tag ลงไปแล้วก็ใส่ link เพียงแค่นี้คุณก็จะอยู่ใน Trend กับเขาได้

วิธีหา Trend ของ Facebook ไม่ยากครับลองไป Search ดูที่ http://www.marketingbyte.com/pagerank/ Twitter นั้นให้ดูที่ http://www.lab.in.th/thaitrend/ โดยให้ดูตรงส่วน Trending Now แล้วดูว่าอันไหนคนพูดเยอะ ก็ไปเล่น Hashtag นั้นครับ สรุปเลยก็คือ Post Post Post Post แล้วก็ Post ซะลองให้มันทุกที่

SEO & SEM

ต่อมานี้คือการตลาดโลก Online ยุคเก่าที่เน้นการโปรโมตเว็บไซต์ให้ติด Search Engine ซึ่งแน่นอนครับที่ผมให้ทำ Website ก็เผื่อการนี้ เพราะว่าผมเชื่อในพลังของ Content ซึ่งในช่วงแรกอย่าหวังผลกับเรื่องของ SEO & SEM มากเพราะมันเป็นการตลาดระยะยาว ซึ่งทำไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเป็น "ช่องทางโปรโมตลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยตรง" ที่ทรงพลัง เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แล้วเราก็มีสิ่งนั้นพอดี ซึ่งวิธีทำเรื่องนี้มันละเอียดอ่อน แต่ผมขอสรุปหลักละกันคือ

  1. ใช้ WordPress.com / Blogger.com หรือลง WordPress ลงบน Host ตัวเอง
  2. ใส่ Plugin Google XML Sitemap , All-in-one-seo , W3 Total Cache
  3. เขียน Blog เรื่อยๆอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง

แค่นั้นพอเลยครับทำเรื่อยๆสัก 1 ปี นานละสิแต่นี้และครับว่ามันต้องใช้เวลา ผลตอบแทนมันอยู่ที่ความตั้งใจในการเขียน Blog แต่ละอันยิ่งเขียนดียิ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากขึ้น แต่ผมบอกได้เลยเต็มๆคือในสมัยนี้ผมว่าทำเว็บไซต์ไว้เพื่อเพิ่มความอุ่นใจให้กลับลูกค้า แต่ไม่จำเป็นต้องลงมาทำให้เต็มตัวหากเป็นการทำเผื่อธุรกิจ แต่ถ้าหากทำเผื่อ Brand ของตัวคุณเองให้ทำสุดฝีมือไปเลยครับ เพราะคุ้มค่าตลอดชีวิตคุณแน่ๆ

Youtube

การใช้สื่อ Video นั้นเป็นสื่อที่มองข้ามไม่ได้โดยเฉพาะ Youtube เพราะนอกจากจะสามารถถูกค้นหาเจอจาก Search ใน Youtube แล้วนั้นเวลามีคนค้นหาใน Google เราจะอยู่อันดับก่อนผลการค้นหาปกติ (Video ขึ้นก่อน Site) ดังนั้นเนี้ย ถ้าธุรกิจเรามีคู่แข่งเยอะในเว็บไซต์ แต่ไม่มีการทำ Video แข่งกันเลย อย่าลืมที่จะเป็นเจ้าแรกที่ทำ Video นะครับ โดยต้องเน้นไปที่ Keyword ที่เราจะโปรโมต โดยเมื่อทำเสร็จอย่าลืมนำไปโปรโมตใน Social Media และ Website นะครับ เพราะคุณอาจจะดังโดยไม่รู้ตัว ถ้าของคุณ "ดีจริง"

พลังของนักข่าวและฝ่าย PR

พลังอันนี้ใช่ว่าจะได้กันมาง่ายๆ แต่มันก็ไม่ยากเกินไป เพียงแต่ !! มันต้องใช้กึ๋นโดยคำแนะนำนี้ผมรู้มาจากพี่ @tri333 คือการที่รู้ว่า "นักข่าว" ต้องการข่าว ดังนั้นถ้าธุรกิจของเราเกี่ยวข้องกับข่าวที่เขาต้องการนำเสนอ เราก็ส่งข่าวนี้ให้กับนักข่าว ถ้าฟลุคขึ้นมานักข่าวเอาไปลงก็เป็นการโปรโมตเราเต็มๆ ชาว Marketing หลายท่านก็เคยใช้วิธีนี้ เพียงแต่มันต้องเนียนคือรู้ว่า นักข่าวต้องการอะไร เช่นนักข่าว IT ก็ต้องการข่าว IT ถ้าธุรกิจเราอยู่ในส่วน IT พอดีลองเขียนบทความข่าวดีๆสักอัน แล้วลองส่งไปดูนะครับ แต่ต้องไม่คาดหวังว่าเขาจะเอาข่าวเราขึ้นให้ ใครทำธุรกิจ IT ผมแนะนำเว็บ http://thumbsup.in.th/ พี่ๆที่นี้ก็เคยเขียนให้ Onebitmatter บริษัทผมเช่นกันครับ

Advertising

สุดท้ายก็คือการลงโฆษณาซึ่ง แน่นอนผมอยากให้มันเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมันเสียเงิน แล้วผลที่ได้หากไม่มีประสบการณ์พอ ลงไปก็ไม่คุ้มเงินที่เสียครับ แต่ในหัวข้อนี้ให้ใช้จากตอนที่แล้ว เรื่องการสำรวจตลาด แล้วแน่นอนอย่าลืมคิดคำพูดดีๆเพื่อเอาไปวางในโฆษณาเว็บไซต์เขาด้วย โดยแหล่งโฆษณามีหลักๆคือ

  1. Google Adwords
  2. Facebook Ads
  3. ตาม Website ต่างๆที่รับลงโฆษณา
  4. Promoted Tweet

แนะนำลองศึกษาที่เว็บไซต์ http://www.goonline.in.th/awoffer ดูนะครับ

Conclusion

บทสรุปวันนี้คือการทำแบบลุยๆวันนี้คือ พยายามปล่อย Message ไปในทุกช่องทางเท่าที่มี เท่าที่เราทำได้ แล้วผลที่ได้รับต่อให้เป็นออกแรง 80% ได้ผล 20% แต่เชื่อผมเถอะครับ 20% เนี้ยมันจะเหมือนดอกเบี้ยที่ค่อยๆเพิ่มมูลค่าของมันเองตามกาลเวลา ดังนั้นทำไปเถอะครับ เดียวผลมันจะค่อยๆตามมาเอง แต่บอกเคล็ดลับนิดหนึ่งคือ "ทำอะไรก็ทำให้สุดฝีมือ" ทั้งเขียน blog , ทั้งทำ video , ทำเว็บไซต์ ถึงแม้วันนี้คำว่าดีของเรามันอาจจะยังด่อย แต่สักวันมันจะดีขึ้นเอง "Learn > Do > Adapt > Repeat" ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆไม่มีอะไรที่ดีขึ้นไม่ได้ครับ

โปรโมตและทำ Marketing Online ง่ายๆสำหรับ SME ตอนที่ 1

เนื่องจากทุกวันนี้ SME นั้นนอกจากการที่จะต้องไปทำผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ดีแล้ว นั้นยังไม่พ้นจะต้องมีการโปรโมต ให้ทุกคนเป็นที่รู้จัก นั้นเป็นเรื่องที่เหนื่อยไม่น้อยเลยทีเดียว สิ่งที่คุณสามารถทำเพื่อโปรโมตและ Marketing SME ของคุณได้ฟรีๆนั้นมีเยอะมาก โดยผมจะสรุปเอาที่ได้ผมใช้แล้วได้ผลละกันนะครับ แต่ก่อนโปรโมตสิ่งที่ต้องทำกันก่อนเลยก็คือ

สร้างตัวตนบนโลก Online

สิ่งสำคัญที่สุดในยุคนี้คือ "การมีตัวตัน" ดังนั้นธุรกิจคุณถ้าจะโปรโมตอย่างเดียว บนโลก Online นั้นถือว่าได้ผลน้อย ดังนั้นจะต้องสร้างตัวตนของเราบนโลก Online ให้ได้ก่อน คือ

  1. มี Website
  2. มี Blog (ซึ่งก็คือ Blog เดียวกับ Website ก็ได้)
  3. มี Facebook Page
  4. มี Twitter (มีหรือไม่มีก็ได้)
  5. มีเครือข่าย
โดยผมพูดหลักคือ Website + Blog นี้สำคัญมากๆ ซึ่งทำให้ "Brand คุณถูกค้นหาพบได้" ได้ด้วยสารพัด Tools อย่าง Google , Facebook , Twitter , Bing ฯลฯ ซึ่งใครบอกว่าเดียวนี้เปิด Facebook Page อย่างเดียวก็พอแต่สำหรับผม (หัวโบราณ) ยังไงคุณก็ต้องมี Website ผมฟันธง !! ส่วน Facebook Page กับ Twitter นั้นจริงๆเราจะเรียกว่าของแถมก็ได้เพราะใน SME การเปิด 2 แหล่งนี้เพิ่มขึ้นมาจะทำให้เราเสียเวลาการดูแลมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งเลยที่ผมแนะนำว่าให้เปิด Facebook Page ก็เพราะมันเป็น Tools ที่ง่ายในการดูแลลูกค้า และลูกค้าแชร์ความคิดเห็น , รูป ,video ได้ง่ายๆต่อ brand เราดังนั้นเทคนิคที่ผมแนะนำว่าถ้าคุณไม่มีคนดูแลจริงๆจังให้ทำแบบนี้
Website + Blog ให้ปิด Comment ไปเลยเป็นการสื่อสารทางเดียวไปเลย เช่นให้ข้อมูลข่าวสารและ Promotion ส่วน Facebook Page นั้นเป็นที่ๆลูกค้าสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ แค่นี้เราก็ดูแลเพียงที่เดียว แต่ลูกค้าจะเจอเราได้หลายทาง

ปล. แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ให้ลิงค์ Blog ไปยัง Twitter , Blog ไปยัง Facebook Page ด้วยวิธีการนี้ และนอกเหนือจากนั้นใน Blog แต่ละหน้าให้ใส่ปุ่ม Tweet , Like , +1 Google Plus ไว้เลยเพราะเราอาจจะฟลุคมีคนช่วยโปรโมต Blog เราเพิ่มเติมได้อีก

Research Audience

Websites & Forums

เริ่มเข้าเรื่อง Marketing กันสักทีประสบการณ์ที่ผมลองคิดแล้วกลั่นกรองผมว่าเราหาลูกค้าเพิ่มได้ไม่ยาก แต่หาลูกค้าที่เขาจะซื้อของเราจริงๆนะยาก !! โดยหลักสำคัญก่อนที่จะโปรโมตอะไรต่างๆ คุณจะต้องหา Trend ของกลุ่มลูกค้าคุณให้เจอก่อน เช่น ถ้าจะขายเสื้อผ้าเกาหลี ก็ต้องรู้ว่าเด็กๆที่ชอบแต่งตัว ไปซ่อนตัวอยู่ใน Board ไหนกันนะ หรือชอบดูเว็บไซต์อะไร ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยเวลาในการศึกษา หรือถามลูกๆหลานๆ เพื่อนๆดูว่าปกติเด็กสมัยนี้เข้าเว็บอะไรกัน ทำให้เราเจอเว็บไซต์เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น

โดยพูดไปพูดมาก็เหมือนการสำรวจตลาดธรรมดานี้น่า แล้วถ้าเจอแล้วไง ? คราวนี้ผมจะใช้ Style ผมก่อนนะครับพอเราเจอกลุ่มเป้าหมายสัก 10 เว็บไซต์ผมก็จะเริ่มเก็บข้อมูลของคนเหล่านั้น เช่น ชื่อ , email ถ้าเป็นไปได้เราจะได้ใช้มันในอนาคตครับ เสร็จแล้วเราก็สำรวจเว็บไซต์เหล่านั้นครับว่าพอที่จะให้เราออกความคิดเห็นหรือประกาศ อะไรได้ไหม โดยเก็บรายละเอียดเท่าที่จะมากได้ก่อนครับ

Email

ถ้าเป็นไปได้พยายามค้นหาหรือลิสต์ email ให้ได้มากที่สุด โดยให้ลิสต์ email เพื่อนๆพี่ๆน้องๆมาให้มากๆด้วย เพราะเขาจะเป็นคน Forward ต่อได้อย่างดีเลยทีเดียวเชียวครับ

สร้างเนื้อหา

โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในโลก Online คือ Content หรือเนื้อหานั้นเอง เราจะต้องเตรียมพร้อมเนื้อหาสำหรับการโปรโมตบนโลก Online โดยผมแนะนำว่าให้หัดเขียน Blog โดยตอนที่สร้างเว็บไซต์นั้นผมแนะนำให้ท่านใช้ WordPress ในการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา ถ้าหากทำไม่เป็นก็จ้างคนทำเว็บไซต์โดยหาคนที่ทำ WordPress เป็น โดยถ้าหากไม่ยากเสียเงินลองสมัคร blogger.com , wordpress.com หรือ tumblr.com ลองเล่นสักอันก็ได้ครับ เสร็จแล้วก็หัดเขียน Blog , หัดเขียนขึ้น Facebook Page เมื่อเราทำเป็นแล้ว ให้สร้างเนื้อหาในเว็็บไซต์ให้มากพอสมควร ถ้าไม่รู้ว่าเขียนอะไรก็ขอให้เป็นการอธิบายธุรกิจของคุณ , วิธีการสั่งซื้อ , การรับประกัน , ใครเคยใช้แล้วมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ฯลฯ อัพโหลดรูปด้วยทั้งใน Website และ Facebook

Conclusion

ก่อนที่ตอนหน้าเราจะไปเตรียมตัวโปรโมต วันนี้เราเลยต้องเตรียมตัวให้ดีจะได้ไม่ต้องเสียแรงเปล่าในการโปรโมต ในครั้งหน้าก็หวังว่า ทุกคนจะเตรียมตัวในขั้นตอนนี้ก่อน ที่จะทำในขั้นถัดไปนะครับ โดยสิ่งสำคัญ 3 อย่างนี้มักเป็นสิ่งที่คนเป็น SME มองข้ามทั้งๆที่ถ้าเราจะ Marketing เราก็ต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ดี ดังนั้นสร้างเนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด !!