ทำ Knowledge Management ง่ายๆในองค์กรด้วย Crowdbase

เนื่องจากผมได้การแนะนำจากแฟนผม @tueymeaw ผมก็เลยเอามาเล่นๆดูเฮ้ยใช่อย่างที่หาพอดีเลย คือทำ Knowledge Management ในองค์กรโดยไปดู Video กันครับ

ดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหมครับ จาก Sense ของผม ผมว่าใช้ง่ายครับ น่าเสียดายที่ยังใช้งานกับ Google Apps ไม่ได้ต้องใช้วิธีการสมัครแล้วส่ง Invite ไป

ผมชอบอะไรบ้างใน Mac OSX Lion

เนื่องจากผมเป็นสาวก Mac คนหนึ่งที่ได้ลองใช้ Mac OSX Lion มาแล้วต้องบอกว่ามีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่ไม่ชอบเนี้ยเพราะยังไม่ชินมากกว่า โดยสิ่งที่ผมชอบหลักๆของ Mac OSX Lion ก็คือ

  1. Mission Control สาเหตุหลักสำหรับคนใช้ Mac หลาย Spaces แล้วละก็ การมาของ Mission Control เป็นการตอบโจทย์อย่างมาก เพราะมีหลายครั้งที่ผมต้องการจะสลับ App ที่อยู่ด้านหลังของ Space ที่ใช้งานอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าต้อง Command+Tab เปลี่ยนโปรแกรมเอา แล้วมันก็สลับไม่ถูก Window ที่เราอยากจะไปอยู่ดี ถือว่าเป็น Feature ที่ผมชอบที่สุดแล้วกันครับ
  2. Design and newlook การปรับโฉมทั้งหมดใน Mac OSX Lion ทำให้ผมชอบมากกว่าเดิมอีกโดยเฉพาะการซ่อน Scrollbar โดยเมื่อเลื่อนถึงจะเห็นผมชอบมาก เพราะมันได้อารมณ์เดียวกับ iOS ซึ่งผมชอบเป็นพิเศษ
  3. Multi-Gesture สำหรับ Trackpad ไม่รู้ว่าผมไปถนัดตอนไหน แต่บอกได้เลยว่าหลายเดือนที่ผ่านมาผมไม่ได้ใช้ Mouse อีกเลย ใช้แต่ Trackpad โดยปัญหาก็คือเจ้า Trackpad ปกติไม่ Support Gesture ต้องลง MagicPref หรือตัวอื่นเพิ่มเพื่อทำได้ แต่ตอนนี้มันทำได้หลายอย่างโดยไม่ต้องลง MagicPref แล้ว
  4. Resume , Autosave , Versions โดยฟังก์ชันเหล่านี้บอกตรงๆ ว่าผมไม่ค่อยชอบ Resume เลยแต่ชอบ Autosave กับ Versioning มากเพราะ มันทำโอกาสเอาข้อมูลคืนจากการ Save ไฟล์ทับนั้นสูงขึ้นทันที แล้วยิ่งใช้กับ Time Machine โอโห้ไม่ต้องพูดถึงเรียกว่าครบสูตร ข้อมูลไม่หายกันเลยทีเดียว
  5. ย่อ-ขยายหน้าต่างได้จากทุกทิศทาง เป็น Feature ที่น่าจะมีนานแล้ว แต่พึงมี >.<

โดยหลักๆแล้ว Mac OSX Lion ยังขาด Feature หลายอย่างที่ผมต้องการใน Windows อย่าง Copy-paste ผมก็ใช้ MoveAddict ในการทำ แล้วก็การเอา Mouse ไปลากหน้าต่างไปชิดด้านบนเพื่อขยายเต็มจออย่าง Windows 7 ผมก็ใช้ Cinch + Divvy ในการทำให้เหมือน แต่โดยหลักๆแล้วการมาของ Lion OSX นั้นไม่ทำให้ผมผิดหวัง :D

Cortex ส่วนเสริมให้ Chrome แชร์เว็บไซต์ได้ง่ายๆ

คุณเคยไหมที่เปิดเว็บไซต์ต่างๆแต่ต้องการ Share สิ่งเหล่านี้ให้เพื่อนๆ แต่รู้สึกว่าการ Share ทำไมมันยากจังต้องคลิกนู้นคลิกนี้ Login นู้นนี้กว่าจะ Share ให้เพื่อนๆของเราได้ ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไปกับ Extension Cortex ซึ่งทำให้คุณ Share เว็บไซต์ที่คุณต้องการได้ภายในเวลา 2 วินาที ! สุดยอดไหมละลองกด Video ไปดูกันครับ สนใจก็ไปที่ลิงค์ดาวโหลด Extension ตัวนี้ได้เลย

Cortex Chrome Extension

10 iPhone 4 Apps ที่ผมเลือกใช้ (1)

หลังจากใช้มา 4 วันแล้วทำให้ผมตัดสินใจเขียนที่จะแชร์ Application ที่ผมว่าขาดไม่ได้สำหรับผมเลยทีเดียว โดยผมจะทยอยเขียนครับ เอาละครับมาเริ่มกันเลย

1.Evernote

ถ้าไม่รู้จัก Evernote ผมจะอธิบายสั้นคือมันเป็นที่เก็บ Note,Files,Audio และรูปลงไปแล้ว Sync กับ Desktop / Mobile ได้อย่างสะดวกสบาย โดยเขาให้ใช้ฟรีเดือนละ 500mb ซึ่งผมใช้เจ้า Evernote ทุกวันในการเก็บความรู้ , ไอเดีย , รูปถ่าย , แผนงาน ฯลฯ ลงไปแล้ว ถ้าเป็นรูปที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษนั้นเจ้า Evernote สามารถทำให้รูปเหล่านั้นถูกค้นหาได้ (OCR) จากการพิมพ์คำภาษาอังกฤษลงไปก็ ค้นหาได้เช่นกัน

คะแนนจากผม 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

2. Facebook

ไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับ App นี้คือคนเล่น Facebook อย่างผมก็ต้องใช้กันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาหา App ที่เล่น Facebook ได้ดีกว่าตัวนี้ เพราะตัวนี้ดีที่สุดแล้วครับ ขอเสียคือไม่สามารถดู comment ใน Note ได้

คะแนนจากผม 9/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

3. Mobile RSS Pro

ใครเป็นคนชอบอ่านพวก RSS/Feed อย่างผมแล้วละก็ App ตัวนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบ NewsRack กับ Reeder โดยผมชื่นชอบน่าตาของ Mobile RSS Pro และ Feature ที่ครบในการ Full-Screen , Like , Share , Favourite , โพสขึ้น Twitter , โพสขึ้น Facebook , เก็บไว้อ่านทีหลังอย่าง Instapaper หรือ ReadItLater ฯลฯ

คะแนนจากผม 9/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

4. JotNot Scanner Pro

เนื่องจากผมเป็นคนชอบทำอะไรเป็น Digital ก็เลยหาอะไรไว้เปลี่ยนจาก Physical เป็น Digital อันนี้คือ app ที่ถ่ายรูป/สิ่งของ เช่น นามบัตร , บันทึกในกระดาษ ไปเป็นไฟล์รูปอย่างรวดเร็วละก็ต้องไม่พลาด โดยสามารถ Share เข้า Evernote , Google Docs ได้แต่ตัวมันเองไม่มี OCR แบบ DocScanner (แต่สำหรับผมยกหน้าที่ OCR ให้ Evernote และ DocScanner OCR ไม่ดีเลยผมบอกไว้ก่อน)

คะแนนจากผม 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

5. Echofon Pro for Twitter

สำหรับคนเล่น Twitter แบบผมมันเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ แต่ทำไมต้องเป็น Echofon Pro ละ! เพราะ Twitter for iPhone นั้นยังขาด Feature หลักๆที่ Echofon มีคือ 1. Push Notification , 2. Badges (จะขึ้นตัวเลขแดงๆตรง icon) , 3. User/Link Hilight ซึ่งโดยเฉพาะอันที่ 3 นั้นหายากมากใน App บน iPhone ซึ่ง @KnightBaron บอกดีแล้วที่ไม่มี Hilight เพราะมันจะได้ไม่ไม่รบกวนเราเวลาอ่าน แต่ผมกลับมองว่ามันอ่านยาก

คะแนนจากผม 7/10 (เพราะแพง) ลิงค์แอพพลิเคชั่น

6. Ringtone Designer Pro

ทำไมต้อง Pro เพราะแบบ Free เราสามารถทำได้แค่ 2 Ringtone ที่มีความยาวแค่ 20 วินาทีเท่านั้น แต่ถ้าเป็นแบบ Pro เราสามารถทำได้ Unlimited และมีความยาว 30 วินาที (แต่แบบ Free วิธีทำมากกว่า 2 คือไปเอาอันที่ตัดแล้วออกมาแล้วลบ 2 อันนั้นทิ้งซะจบ) ซึ่งใครใช้ iPhone จะรู้ว่าทำ Ringtone บน iPhone Step ปกติมันเยอะแค่ไหนแต่นี้ทำให้เหลือขั้นตอนน้อยแล้วนะ (แต่ก็ยังไม่สะดวกอยู่ดี)

คะแนนจากผม 7/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

7. 70,000+ Wallpapers HD Free

จริงๆผมใช้ Pro นะเพราะมันมี Wallpaper สำหรับ iPhone 4 โดยเฉพาะ แต่อันที่มันให้มาสำหรับ Free มันก็ชัดเหมือนกันนะ (แต่ถ้าดูมองแบบจุดเล็กก็เห็น) สำหรับคนที่ขี้เกียจหา Wallpaper มาใส่สำหรับ iOS4 ของคุณเองทั้งหน้า Home และ Lock Screen ก็เป็นทางเลือกหนึ่งครับ

คะแนนจากผม 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

8. SF Showtimes in Hand & Major Movie

ใครจะดูรอบหนังหรือจองตั๋วหนัง คือควรมีไว้ทั้งสองตัวครับจะได้ดูรอบหนังได้ทุกค่าย แต่ถ้าให้วิจารณ์ก็บอกเลยว่า SF Showtimes ขาดตรงไม่มีส่วน Promotion เหมือน Major Movie แต่ Major Movie ระบบ Search สู้การกดเข้าถึงหนัง / สถานที่ของ SF Showtimes ไม่ได้เลยเช่นกันของ SF Showtime วิธีการใช้งาน Friendly กว่าเยอะ

คะแนนจากผม SF 9/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น , Major 7/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

9. Settrade Streaming

ใครเล่นหุ้นไม่ควรพลาดด้วยประการใดทั้งป่วง เพราะมันเป็นแอพที่ดีที่สุดในการเล่นหุ้นไทย / ดูหุ้นไทย / ซื้อ-ขายหุ้นไทย บน iPhone (เพราะมีอันเดียว :P) และใช้ได้กับทุก Broker ด้วยโดยผมใช้ Kim-eng ก็แค่ต้องไป set รหัส pin 6 ตัวในระบบก่อนแค่นั้นก็ใช้ได้แล้ว

คะแนนจากผม 10/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

10. dtac

ใครใช้ระบบเครือข่าย dtac แล้วเราอยากจะเช็คยอดค่าโทร และยอดการใช้บริการเสริม SMS , MMS , Internet ใช้ได้ทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน ข้อเสียคือไม่สามารถใช้ผ่าน Wi-fi ได้ต้อง EDGE/GPRS เท่านั้น (สาเหตุเพราะป้องกันการดักข้อมูลจาก Wi-fi ซึ่งปลอดภัยกว่า เช่นเดียวกันกับ Kasikorn Mobile ก็ใช้ได้แต่ EDGE/GPRS)

คะแนนจากผม 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

ติดตามตอนต่อไปกันกันด้วยนะครับ แล้วทุกท่านมี App อะไรที่ใช้เป็นประจำมาแบ่งปันกันบ้างนะครับ

ซื้ออะไรดีระหว่าง Android , iPhone หรือ Blackberry

เนื่องจาก ณ วันนี้ผมได้ลองมือถือทั้ง 3 รุ่นมาหมดแล้วโดยถ้าใครติดตามผมจะรู้ว่าผมเคยใช้ Wellcom A88 , Blackberry Curve 8520 และที่ถืออยู่วันนี้ iPhone 4 ถึงแม้ผมจะเปรียบมวยคนละรุ่นกัน แต่เอาเป็นว่าผมยกแต่จุดเด่นจุดด้อยมาชนกันของแต่ระบบปฎิบัติการณ์ก็แล้วกันครับ

Android

จุดเด่นหลักๆของ Android ก็คือ

  • “Widgets” ที่ทำให้หน้าจอหลักของเราว่างอะไรไว้ก็ได้ ทำอะไรก็ได้ซึ่งสะดวกสบายมาก
  • “Notification” ทำหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วมากและ app ต่างๆก็ใช้ notification ได้อย่างถูกใจทีเดียว
  • “Google Services” ที่ทรงพลัง ใครที่ใช้บริการของ Google อยู่แล้วจะได้รับอำนวยความสะดวกมากมายพร้อมกับ Feature ของ Google ที่หายากในระบบปฎิบัตรการณ์อื่นๆ เช่น Voice Actions , Gesture Search
  • Application และนักพัฒนาจำนวนมาก ที่กำลังทยอยเข้ามา รวมถึง Application ฟรีๆและดีมีมากมาย

โดยส่วนตัวผมแล้ว Android เป็นระบบที่ครบเครื่องมากที่สุด และคุ้มค่าที่สุดเพียงแต่คุณลองมาดูจุดด้อยของมันบ้างซึ่งถือว่าไม่แย่แต่ก็ไม่ควรละเลย

จุดด้อยของ Android เนื่องจากจุดอ่อนของ Android ไม่ใช่เป็นจุดอ่อนที่มากมาย แต่ก็พอทำให้ผมเปลี่ยนใจ ไปใช้ระบบปฎิบัติการอื่นได้ ดังต่อไปนี้

  • “OS Version” กว่าจะอัพเดตได้อย่าง Official ช้ามาก ถ้าเป็น CustomROM เวลา version ใหม่มาก็ต้อง Flash ใหม่อีก
  • Market แปลกมาก ที่แม้จะเป็น Free App แต่บางทีก็ไม่สามารถโหลดจาก Market กลางได้ จากเครื่อง Android รุ่นที่ผมใช้ (A88) แต่โหลดได้จากของเพื่อน (Samsung Spica) ถ้าอยากเสียเงินซื้อ App ต้อง Root อีกตะหาก (Market ที่ไทยยังไม่ official)
  • ที่สำคัญคือ User Experience มันไม่ใช่สำหรับผมคือ “Android App” เช่น ส่วนใหญ่จะไม่มีการ Back กลับหน้าที่แล้วมาแต่จะใช้การกดปุ่ม Back ที่เป็นปุ่ม Physical แทน ทำให้เฮ้ย “มี TouchScreen แต่ทำไมต้องกดปุ่มธรรมดาฟะ” ซึ่งข้อดีก็มีแต่สำหรับผมมันคือข้อเสีย และบางครั้งจะ Lag ในการใช้งาน ซึ่งต่อให้ใช้ตัวใหม่ๆแพงๆก็ยังมี Lag ให้เห็นอยู่ดี
  • การ Config ที่ยุ่งยาก เนื่องจากระบบปฎิบัติการณ์ที่ยืดหยุ่น ทำให้เราสามารถปรับแต่งได้หลายอย่าง ก็เลยมาพร้อมหน้าที่ ที่จะต้องปรับแต่งให้เป็นไปตามต้องการซึ่งผมเสียเวลาปรับแต่ง Android นานเพราะมันมีให้ปรับทุกส่วนเลยจริงๆ (ซึ่งจะว่าดีก็ดีนะแต่ต้องศึกษานานพอตัว)

โดยสรุปแล้วผมใช้ Android เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในบรรดา 3 OS นี้เนื่องด้วยส่วนใหญ่ราคาไม่แพงเท่า iPhone แล้วความสามารถดีเทียบเท่ากันเลยทีเดียว

iPhone

เนื่องจากมันเป็นมือถือใหม่ ผมใช้เวลาศึกษา 3 วันเต็มๆว่ามันทำอะไรได้บ้าง แล้วการใช้งานมีตรงไหนขัดใจบ้าง เอาละครับ มาดูกัน (ไม่รวมถึง iPhone Jailbreak นะ)

จุดเด่นของ iPhone มัน คือมันเป็นระบบปฎิบัติการณ์ที่ User Experience ส่วนใหญ่ดีที่สุดใน 3 ระบบปฎิบัติการณ์ยกเว้นเรื่องขาด Widgets ที่ไม่มีเหมือน Android และ Notification ที่ห่วยกว่า BB และ Android เผลอด่าไปมาต่อเรื่องเทพครับ

  • การออกแบบตัว Hardware และ Software มีความสอดคล้องกันสูงมาก ในรุ่นที่ผมใช้อยู่ iPhone4 ลื่นกว่า Android ทุกตัวที่ผมเคยลองมา (HTC Desire , Samsumg Galaxy S , Motorola Droid ฯลฯ) ในทุก Application
  • Application ต่างๆถูกออกแบบมาได้ดีกว่าของ Android ยกเว้น Google Service ดังนั้นเมื่อ Application ออกแบบมาถูกลักษณะก็เลยทำให้ User Experience ของคนใช้ดีและเข้าใจวิธีใช้ได้ง่าย
  • ใน iPhone4 นั้นการถ่ายรูปนั้น / focus ได้อย่างรวดเร็วแถมถ่ายได้ต่อเนื่อง smooth มาก
  • Game บน iPhone นั้นดีสุดๆ ลื่นไหลและราคาไม่แพง เช่น Street Fighter 4 , Need for Speed
  • มี Application เกี่ยวกับดนตรีที่ดีกว่าทุกเจ้า เช่น Guitar , Drum ซึ่งตอบสนองรวดเร็วและไหล่ลื่นไม่มีสดุดกันเลยทีเดียว ตัวอย่าง เล่น Guitar เพลง Metallica บน iPhone

สรุปเลยว่าข้อดีมันคือ Application ต่างๆและ User Experience ที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ขาดแค่ 2 เรื่องเท่านั้นจริงๆคือ Notification ที่แย่กว่าเจ้าอื่น กับไม่มี Widgets ไม่งั้นผมคงใช้ได้ Happy กว่านี้

จุดด้อยของ iPhone (ที่ไม่ Jailbreak) จริงจุดอ่อนของ iPhone จะเห็นได้ชัดเจนกว่าของ Android ครับโดยมีเรื่องต่างๆดังนี้

  • อยากได้ User Experience ที่ดีส่วนใหญ่ “ต้องจ่าย” เพิ่มไม่ค่อยมีตัว Free และดียกเว้น Game ครับ
  • AppStore ระบบ Refund นั้นยากกว่าของ Android
  • หลายจุดที่ Android ทำได้ดีกว่า เช่น ถ้าผมต้องการปิด Location ใน android สามารถปิดในหน้า widget ที่ผมทำไว้ได้เลย ไม่ต้องเข้า setting > general > location > on ซึ่ง Widget คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เรื่องเหล่านี้ง่ายใน Android แต่ยากสำหรับ iPhone
  • ไม่สามารถปิด Notification ของ Messages กับ Email ได้ ซึ่งน่าแปลกเพราะปกติเจ้าอื่นเขาปิดได้หมด ของ iPhone ก็ปิดได้หมดยกเว้น 2 ตัวนี้เอง
  • ความไม่สอดคล้องของ Application กับ Notification เช่นมี Push มาบอกว่ามี 2 Tweet ที่ Mention คุณพอกด View ปุ๊บแทนที่จะเจอ Tweet ที่ Mention นั้นดันต้องรอสักพักหรือกด Refresh ใหม่เองถึงจะมา (ซึ่งไม่ชอบอย่างแรง)

ผมเลยสรุปว่า iPhone เป็นมือถือที่ดีทั้ง Software , Hardware รวมไปถึง Application Flow ต่างๆที่สอดคล้องกันกับระบบปฎิบัติการณ์เลยนำมาซึ่ง User Experience ที่ดีต่อ User แต่ถามเรื่องความคุ้มค่าผมมองว่า Android คุ้มกว่านะ

Blackberry

เนื่องจากผมไม่เคยใช้ Blackberry ที่เป็น TouchScreen ดังนั้นบทวิจารณ์นี้จะไม่รวม Blackberry ที่เป็น TouchScreen นะครับ ผมใช้ Blackberry มา 3-4 เดือนได้ความแบบนี้

จุดเด่นของ Blackberry จริงๆคือ สิ่งเหล่านี้ครับ

  • Hard Keyboard ที่ทำให้เรากดพิมพ์ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว แถมยังเอาไปเล่นสงกรานต์ได้อย่างสบายใจ (เอาใส่ถุงไว้ มันก็ยังจิ้มๆเพื่อพิมพ์ได้ แต่ iphone และ wellcom ต้องเอานิ้วจิ้มดังนั้นพอผ่านถุงก็เลยทำอะไรไม่ได้ซะงั้น) และต่อให้ Android มี keyboard แต่การออกแบบนั้นสู้ Blackberry ไม่ได้
  • ระบบ Messages คือ BB จะมีส่วนหนึ่งซึ่งเป็นการเก็บ Notification ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในโปรแกรมนี้ ทำให้เราไม่ต้องไปเปิด Application ให้ยุ่งยากก็ดูมันผ่าน App นี้ไปเลย ทำให้เราจัดการ Message ทั้งหมดที่เข้ามาผ่านทาง Email , SMS , MMS , twitter , flickr , foursquare ฯลฯได้ง่าย
  • การไม่ใช่ TouchScreen มีข้อดีคือ การที่มือไปโดนแล้วเปิดโปรแกรมจะเจอน้อยมากใน BB แต่ถ้าในมือถือ TouchScreen ทั้งหลายเราคงต้องเจอกันมาบ้างและ
  • Blackberry Messenger มันสามารถทำทุกอย่างได้เหมือน Windows Live Messenger แต่มาอยู่บนมือถือ (ไม่สามารถ Video Confererence คุยกันหรือคุยด้วยเสียงแบบ MSN ได้นะ) จุดเด่นที่สุดคือระบบ Group และ Push ซึ่งไม่มี Messenger ตัวไหนสู้ได้ (Palringo ไปตายที่ Push ซึ่งห่วยแตก)
  • Learning Curve ต่ำ (ใช้เวลาเรียนรู้ได้เร็ว) เพราะลูกเล่นน้อยกว่าอีก 2 ระบบปฎิบัติการณ์เยอะ ทำให้เราสามารถที่จะรู้ทุก Feature และทุก App ได้เร็วกว่า 2 ระบบด้านบนมาก
  • ข้อดีสำหรับผู้ชาย คือ “สาวๆเล่น Blackberry เยอะมากกกกก”

จุดด้อยของ Blackberry มีดังนี้ครับ

  • ไม่คุ้มค่าเลย ราคาของมือถือเมื่อเทียบ function การใช้งานกับตัวอื่นถือว่าสอบตก
  • Application ต่างๆบน Blackberry นั้นสู้ Android , iPhone ไม่ได้เลย
  • Package ที่ออกมาให้ใช้งานนั้น มันไม่คุ้มค่าเลย 350 บาทเล่นได้แค่ BBM , WLM , Google Talk , ICQ , Facebook , Twitter , MySpace , Flickr และ Email (เอาไปซื้อ EDGE/GPRS ดีกว่าไหม เล่นได้หมดเลยด้วยรวมถึงดูเว็บได้ด้วย ยกเว้นแต่จะใช้ BBM)
  • ค้างบ่อยใน BB Curve 8520 ของผมค้างบ่อยมากทำให้หงุดหงิดเวลาใช้ (ต่อให้ Bold 9700 ก็ยังมีค้างแต่ไม่บ่อยเท่า) ปล. ค้างในที่นี้คือมันประมวลผลนานนะครับ ไม่ใช่ว่าค้างไปเลย

โดยสรุปครับว่าต่อให้ BB OS6 ที่กำลังออกมาในอนาคต ผมเล่นตัว Beta แล้วก็ไม่ได้ดีไปจากเดิมเท่าไร เพียงแต่เข้าถึง Application ได้รวดเร็วกว่าเดิมและจัดสรรค์ได้มากขึ้นเท่านั้นเอง โดยผมว่า Blackberry เป็นมือถือที่ใช้งานง่ายและตอบโจทย์คนที่ใช้ Social และ Email อยู่เป็นประจำครับ

สรุปว่าระบบปฎิบัติการณ์แต่ละอันเหมาะกับคนกลุ่มไหน

  • Android ผู้ใช้งานทั่วไปแต่ถ้าให้ดีต้องศึกษาการปรับแต่งให้มากๆแล้ว Android จะคุ้มค่าที่สุด
  • iPhone ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการความสอดคล้องทั้ง Hardware , Software และตื่นตาตื่นใจไปกับ Application บน AppStore
  • Blackberry ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการใช้ BBM และ Hard keyboard (ถ้าไม่ต้องการแนะนำว่าเลือก Android หรือ iPhone ดีกว่า)

เอาละครับ Review จบแล้วทั้ง 3 Platform แล้วทุกท่านมีประสบการณ์การใช้งานกับระบบเหล่านี้บางหรือเปล่าถ้ามีก็มาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะครับ

IxEdit ใครจะคิดว่าทำ RIA หรือ Interaction จะง่ายดายเพียงนี้

ixedit

 

เนื่องจากวันนี้อ่านข่าวเกี่ยวกับ Interaction Design แล้วเจอของดีเข้าครับซึ่งทำได้มากกว่าแค่เป็น Prototype แบบไวๆเจ้าเครื่องมือตัวนี้ชื่อ IxEdit ครับผมโดยผมจะข้ามกับความสัมพันธ์มันกับ Interaction Design ไปแต่มาพูดถึงแง่ Development กันดีกว่า โดยปกติการทำให้ Element ต่างๆของเว็บไซต์มี Interaction นั้นเราต้องเขียน Javascript เองแล้วข้อเสียคือเราเสียเวลา Search , Learn , Implement เป็นเวลาพอสมควร ถึงแม้คนที่เคยเขียนแล้วก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี

เสร็จแล้ว jQuery UI ก็มาโปรดเราให้เราทำสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นไปอีก แต่แล้วเนื่องจากตัวมันใหญ่ + custom ได้มากทำให้ Developer เช่นผม งงกับมันอีกเช่นกัน แล้วยังไงก็ต้องอ่าน Doc แล้วก็พิมพ์ Code เองซึ่งเป็นสิ่งลำบากในการพัฒนาเป็นอย่างมาก “IxEdit” จะมาช่วยคุณแก้ปัญหาเหล่านั้นเพราะจากนี้ไปคุณแค่ “จิ้มๆๆๆ” แค่นี้ก็ได้ Interaction กับโครงสร้าง HTML แล้ว!! ไม่เชื่อหรอไปดูตัวอย่างที่เขาทำให้ดูกัน

 

 

ดูแล้วมัน OK เลยใช่ไหมละ แถมฟรีอีกตะหาก !! โดยถ้าดูจากรูปด้านบนผมเสียเวลาทำ Tab ด้วยเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้นครับ!! บอกได้คำเดียวว่าต้องลอง เอาละพูดข้อดีไปซะมากมาดูข้อดี ข้อเสียกัน

ข้อดี

  • ใช้ง่ายติดตั้งง่าย
  • เรียนวิธีใช้ได้ง่าย
  • แค่คลิกๆๆ แล้ว Reload จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันที
  • เมื่อ Refresh แล้วไม่หาย เราสามารถกลับมาทำงานทีหลังได้
  • Code อ่านง่ายไม่พอง (Bloat)
  • เปลี่ยน Theme ได้ง่ายเพราะมันใช้ jQuery UI เพียงแค่ไปหา Theme jQuery UI มาใช้แทน Sample ก็สามารถใช้ได้ทันที
  • ทำเรื่อง Validate Field ได้ง่ายมากๆ

ข้อเสีย

  • ต้องมีความรู้เรื่อง DOM/CSS อยู่บาง
  • ต้องมีความรู้เรื่อง HTML Structure ของ jQuery UI ในตัวที่เลือกใช้เช่น Tab แต่ถ้า jQuery เฉยๆนี้แทบไม่ต้องรู้อะไรเลย คลิกๆๆแล้วก็เสร็จ
  • ณ ตอนนี้มันเป็น Interaction อย่างเดียว มันไม่สามารถบอกว่ากดนี้แล้วไปดึง Ajax จาก URL นี้มา แล้วเอาข้อมูลมาลงใน Element นี้เป็นต้น
  • ต้องมีเข้าใจเรื่อง Event-based ในระดับหนึ่ง

โดยรวมแล้วสำหรับผม ไอ้ข้อเสีย 4 ข้อเนี้ยผมคงเป็นที่ข้อสองอย่างเดียว เพราะผมจำไม่ได้หรอกว่าถ้าจะใช้อันนี้จะ HTML เป็นอย่างไร แต่โดยรวมแล้วผมให้คะแนน 8/10 เลยเพราะมันทำให้ผมทำ Interaction ได้ง่ายกว่าที่เคยเป็นมาก่อน แล้ว Code ไม่ gen แบบ Bloat ทำให้เมื่อผมต้องเอา code ที่ gen มาไปทำงานเพิ่มเติมส่วน Ajax หรืออื่นๆแล้ว ไม่มีปัญหาเลย ง่ายโคตรๆ ฝากไว้นิดหนึ่งคือถ้าจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดควรออกแบบ HTML Structure ไว้ให้ดี + การเข้าใจเรื่องเขียน class / id แล้ว IxEdit จะสร้างผลลัพธ์ที่เป็น MasterPiece ได้เช่นกัน

DestroyTwitter อีกหนึ่งทางเลือกของชาว Social Network

destroy_twitter-560x362

เนื่องจากผมเริ่มเบื่อกับเจ้า Seesmic Desktop (AIR) เต็มทนแล้วเพราะมันกินพื้นที่มากครั่นดูแท็ปเดียวไปๆมาๆ UI ก็ดูแปลกๆผมเลยตัดสินใจหาตัวทางเลือกดูก็มาเจอเจ้า DestroyTwitter เวอร์ชั่น 2 ใหม่พอดีซึ่งก็เลยลองเล่นดูอีกที (เพราะเคยลองมาแล้วแต่ไม่ถูกใจ) สรุปว่าคราวนี้มาถูกใจครับ

  • รองรับภาษาไทย แล้วโดยวิธีแก้ก็คือกด Preferences กดตรง Font เปลี่ยนเป็น System แทน Default
  • รองรับ Hotkey ซึ่งผมจะเรียบเรียงไว้ด้านล่างครับว่ากดอะไรยังไงบ้าง
  • มันโหลดเร็ว ไม่กินพื้นที่เหมือน Seesmic Desktop
  • มีระบบ Filter ในตัวแถมใช้ง่ายมากๆ (แต่ผมไม่ใช้นะ ผมรักคนที่ผม Follow ทุกคน XD)

เอาละครับผมก็แค่มาแนะนำทางเลือกให้กับทุกท่านโดยข้อเสียที่ผมเห็นสองข้อก็คือ “เวลาค้นหาใน timeline นั้นหาภาษาไทยไม่ได้” ,“เปลี่ยน Theme ไม่ได้” เป็นต้น เอาละครับสุดท้ายนี้คือ

Hotkeys Cheat Sheet ของ DestroyTwitter

  • R – ตอบกลับ Tweet ที่เราเลือกอยู่
  • M – Direct Message ไปยังเจ้าของ Tweet ที่เลือกอยู่
  • T – Retweet แบบเก่าหรือ Quote with Tweet นั้นเองโดยเราสามารถเลือกใน Setting ได้ว่าจะให้เป็นแบบไหน
  • F – Favorite Tweet นั้นๆ
  • Ctrl+Q - ออกจากโปรแกรม
  • Ctrl+Tab - เลื่อนไป Tab ถัดไป
  • Ctrl+Shift+Tab - เลือกกลับไป Tab ก่อนหน้า
  • Ctrl+1 - ไป Home
  • Ctrl+2 – ไป Mentions
  • Ctrl+3 – ไป Search
  • Ctrl+4 – ไป Messages
  • Ctrl+R – Refresh Timeline
  • Ctrl+T – Tweet นั้นเอง !! เย้
  • Ctrl+F - คือการค้นหา คำผ่าน Timeline นั้น
  • Ctrl+K - แอบขึ้นไปดู Timeline บนสุดแต่พอกดปุ่มลูกศรขึ้นหรือลงก็กลับมาที่เดิม
  • Ctrl+C – Copy ทั้ง Tweet
  • Ctrl+< – เปิด Preferences
  • PageUp – เลื่อน Timeline ขึ้น (เร็วกว่ากดขึ้นลงเอง)
  • PageDown – เลื่อน Timeline ลง
  • Home – เลื่อน Timeline ไปอยู่บนสุด แล้วก็เปลี่ยน Focus Tweet ไปเป็น Tweet ใหม่สุด
  • End – เลื่อน Timeline ไปล่างสุด แล้วก็เปลี่ยน Focus Tweet ไปเป็น Tweet เก่าสุด

เป็นยังไงกันบ้างครับ Hotkey ครบถ้วนไหมเอ๋ย สำหรับผมนั้นถ้าค้นหาภาษาไทยได้ แล้วเปลี่ยน Theme ได้ DestroyTwitter จะเป็นยอด Client อันหนึ่งเลยทีเดียวละครับ

อัพเดต  17/08/2553  : วันนี้ได้มีโอกาสอัพเกรดแล้วเห็นอะไรแว๊บใน Preferences ก็คือมี Theme ให้เลือกแล้วนะครับมี 8 Themes ให้เลือกใช้ผมใช้ Vimeo

Where r u Twitterer? ชาวทวิตเตอร์อยู่ไหนหรอ

หลังจากอยู่ในวงการณ์ทวิตเตอร์มานานอยู่มาวันหนึ่ง ก็คิดว่าเอะเราก็ใช้ทวิตเตอร์อยู่แล้ว แต่จะทำให้คนที่เขาติดตามเราเขารู้ได้ไงว่าเราอยู่ไหน โดยที่ไม่ต้องบอกเลย ก็เลยคิดวิธีโดยใช้สัญลักษณ์พิเศษเล็กน้อยคือ @#สถานที่ แบบนี้โดยเมื่อ ทวีต แบบนั้นแล้วสามารถใช้ระบบนี้

http://labs.jersure.com/twitter/

โดยคุณสามารถดูคนที่คุณติดตามได้โดยใส่ชื่อ username ลงไปก็สามารถดูคนที่เล่นคำนี้ได้แล้วครับ โดยเฉพาะถ้าคุณเล่น กับเราคุณยังสามารถแปะ embed code ได้โดยเขาไปยังชื่อของคุณแล้วนำมาแปะใน Blog หรือ HTML ของคุณได้เสมอเลยตัวอย่างของผมก็คือ

http://labs.jersure.com/twitter/tweets/whereAreYou/domesterz

ถ้าเขาไปจะเห็น Embed Code ผมก็เอา Code นั้นมาแปะที่เว็บผมที่อยู่ด้านขวาตอนนี้นะครับ

ปล. ตอนนี้ยังเล่นได้เฉพาะคนที่เป็น public tweet นะครับแต่ยังใช้ไม่ได้สำหรับ protected tweet

Twistori ภาษาไทย !

ถึงแม้จะทำงานแล้ว แต่ก็ไม่พลาดที่จะส่งผลงานชิ้นเล็กๆมาให้ทุกท่านได้เล่นกับ โดยผมเองได้นึกสนุกอยากทำเลียนแบบ Twistori.com ก็เลยลองเขียนเล่นๆดูครับ ตอนนี้ทำได้อย่างเขาประมาณ 60% ละเหลืออีก 40% เป็นรายละเอียดรวมถึง Option บางอย่าง สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าเจ้า Twistori นั้นคืออะไรผมจะอธิบายให้ฟังคร่าวๆครับเจ้า Twistori นั้นเป็นการค้นหาคำใน Twitter แล้วนำมาใส่สีสันให้สวยงาม + effect ที่จะค่อยๆเลื่อนขึ้นทำให้มันน่าสนใจครับ

ในระหว่างที่เราดูนั้นสามารถสลับคำไปมาได้ ซึ่งถ้าใครเข้าไปโหลดแล้วมันช้า ก็แปลว่ามันอาจจะยังไม่ได้ Cache ไว้นะครับซึ่งผม Cache ไว้ 4 ชม. แล้วในอนาคตจะเปิดเป็น Open Source ให้ทุกท่านสามารถนำไปใช้ได้ครับผมโดยด้านหลังทำเสร็จไป 70% ละเหลือคำสั่งให้ติกได้ว่า เอาอันนู้นหรืออันนี้ไหมเป็นต้นครับ ใครอยากลองเล่น Twistori ภาษาไทยรุ่น Beta ก่อนเชิญได้ที่นี้ครับ

http://labs.jersure.com/twistori/

CodeIgniter ไม่ใช่ Framework ที่ดี !

หลังจากผมเป็นคนแนะนำผ่าน Blog นี้ว่า CodeIgniter นั้นดีหนักหนา และเหมาะสมที่จะเรียนรู้ แต่ไหงวันนี้มากลับคำพูดตัวเองแบบนี้ละ ที่จริงไม่ใช่อะไรหรอกครับผมตั้งหัวข้อชวนคิดว่าจริงๆแล้ว CodeIgniter มันดีจริงหรืิอ ? ถ้าผมหยิบประเด็นมาพูดจริงๆ มีหลายเรื่องที่ CodeIgniter ยังไม่ถือว่าดีหนัก และมีอีกหลายเรื่องที่ CodeIgniter ทำได้ดีมาก เอาละครับวันนี้ผมก็มาเผา CodeIgniter พอประมาณกันหน่อยดีกว่า (ขนาดเปิดเว็บ CodeIgniter.in.th แล้วไหงมาเผาซะงั้น แล้วใครจะใช้เนี้ย)

  • การเขียนโค้ดยังขาด ความรวดเร็วในการเขียนถ้าเทียบกับ CakePHP หรือข้ามรุ่นอย่าง Ruby on Rails
  • ไม่มีการทำ "ข้อตกลงในการเขียน" (Convention over configuration) ทำให้ Developer ทำงานได้ตามใจชอบซึ่งมันมีดีและไม่ดีอยู่เหมือนกัน
  • CodeIgniter ไม่ใช่ Full-stack framework ทำให้ดูขาดๆต้องหาส่วนมาเติมเต็มไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็น ORM , AJAX หรืออื่นเช่น Auth and ACL
  • ไม่มีตัว Generator ที่ช่วยทำหลายๆอย่างให้แกเราอย่าง CakePHP หรือ Ruby on Rails
  • ตัวช่วยหลายๆตัวยังดีไม่พออย่างเช่น Active Record ถึงแม้ว่าจะดีแต่ก็ยังไม่ง่ายที่จะเอาไว้เรียกใช้ (ต้องทำเอง)

เอาละครับว่ากันไปหอมปากหอมคอ เสร็จแล้วผมจะมาพูดในอีกมุมมองหนึ่งละกันครับ ว่าในการที่มันไม่มีอะไรเนี้ยและที่ทำให้มันสุดยอด ไม่ใช่แค่ดี 55+ (ด่าก่อนแล้วขายของ) แล้วมันดียังไงละ หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมกำลังจะบอก แต่ผมมองว่านี้คือจุดแข็งของ CodeIgniter อย่างแท้จริง และทุกคนก็อยากใช้มันเพราะสิ่งนี้

  • CodeIgniter มีระบบ Hooks ซึ่งยอมให้เราเปลี่ยนแปลง หรือทำบางอย่างซึ่งไม่ต้องยุ่งกะตัวระบบโดยตรง ทำให้พัฒนาต่อยอดได้ โดยยังไม่กระทบระบบ CodeIgniter
  • อิสระที่จะทำอะไรยังไงก็ได้ และง่ายต่อความเข้าใจ เพราะไม่มี "ข้อตกลงในการเขียน" ทำให้โค้ดส่วนใหญ่อยู่ในคู่มือและใช้ PHP ธรรมดา ไม่ต้องเรียนรู้และจำข้อตกลง
  • สามารถต่อเติม Library ต่างๆเข้าไปได้อย่างง่ายดาย และเข้าใจง่าย และไม่มีการบังคับโดยตรง มีเพียงการแยก folder เพื่อบ่งบอกมาให้แล้วแค่นั้น แต่ไม่บังคับ เช่น library กับ helper (จริงๆมันมีหลักในการเขียนอยู่ซึ่ง ใน Ruby on Rails จะใช้ Helper ใน view โหมดและ library ใช้ใน controller แต่ตอนหลัง ก็มีการทำให้สามารถใช้ helper ใน controller ได้ซึ่ง CodeIgniter ทำแบบนี้แต่แรก)
  • ความอิสระที่จะโหลด view ยังไงก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งทำให้คนเขียน/คนมาอ่านต่อเข้าใจได้อย่างชัดเจน ซึ่งส่วนนี้ถ้าเกิดมีข้อตกลงมันจะดีคือเขียนน้อย แต่อาจจะงงถ้าศึกษามาไม่ดีพอ
  • เอกสารที่ดี ทำให้มือใหม่ศึำกษาได้รวดเร็ว และไม่จำเป็นต้องรู้สิ่งอื่นๆมากๆตามมา
  • ถึงแ้ม้ไม่มีระบบที่ติดมาอย่างมากมาย แต่เราสามารถติดมันเองได้ ซึ่งเสียเวลาก็จริง แต่ทำให้เรารู้แน่ชัดว่าระบบเราต้องการใช้อะไรบ้าง และให้เรามีสิทธิเลือกตัวที่จะมาใช้งาน

อะพอหอมปากหอมคอที่ทั้งด่้าและชม อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่ที่สุดของ CodeIgniter ไม่ใช่การใช้ CodeIgniter ในความคิดผมมันคือการทำ Framework ของตัวเองโดย CodeIgniter !!! ซึ่งสิ่งนี้ผมว่าเจ้าตัวอื่นๆสู้ได้ยากเพราะไม่มีอิสระ ซึ่งเรียกว่า Framework พร้อมใช้นั้นเอง ในกรณีของ CodeIgniter จะเรียกพร้อมก็ได้ แต่จริงๆผมว่ามันยังแค่เกือบพร้อม เพราะยังขาดหลายอย่างซึ่งต้องต่อเติมเอง แต่ด้วยความมันเป็นแบบนี้ นี้และทำให้เราทำ Framework ของตัวเองได้อย่างสนุกสนานทั้งมี Hooks , ต่อเติม Library , ไหนจะยังสามารถรวม library เจ๋งๆอย่าง Zend และอื่นๆมาใช้งานได้อีก แล้วมีผลต่อองค์กรอย่างไรหรอครับ

คุณทราบไหมว่าปกติแล้วองค์กรส่วนใหญ่ชอบทำ Framework เป็นของตัวเอง ? หลายๆที่ทำงานที่ผมเคยได้ไปทำมานั้นมีการใช้ Framework เป็นของตัวเองทั้งนั้นซึ่งมีทั้งพัฒนาเองหรือไปต่อยอดจากตัวอื่นก็มีมาก (ผมทำมา 4 ที่ก่อนล่าสุดตอนนี้จะอยู่กับ Duocore พาร์ตไทม์นะครับ) แล้ว CodeIgniter ก็หยิบยื่นโอกาสง่ายที่จะสร้าง Framework ของตัวเองให้เป็นเรื่องง่าย ไม่แพ้ Zend รวมกับความเร็วที่มีอยู่และ library อันน้อยนิดทำให้ความเร็วก่อนจะโมอยู่ในผลลัพธ์ที่น่าพอใจมาก , ความเร็วในการเขียนโค้ดซึ่งใช้ได้ แต่ยังไม่เร็ว ทุกอย่างดูกลางๆไปหมดแล้วแต่คุณจะเลือกทางเดินของ Framework คุณว่าจะเดินไปทางไหน แล้วคุณจะลดอะไร?

ถ้าให้เปรียบเทียบง่ายๆถ้าใครเคยเล่นเกม Ragnarok ตอนเริ่มสร้างตัวละคร คุณต้องเลือกสักทางว่าจะ up STR แล้วต้องเสีย INT ทำนองเดียวกัน ถ้าจะสร้าง Framework ที่เน้นการเขียนโค้ดน้อยๆได้ผลลัพธ์เยอะๆ บางครั้งประสิทธิภาพมันก็อาจจะช้าก็เป็นได้ แต่สุดท้ายคุณมี "อิสระที่จะคิด จะทำได้" นี้และคือความสุดยอดของ CodeIgniter อิสระที่เพียงพอ และกรอบที่ให้พึงพาได้ วันนี้มาขายของพอแล้วอย่าลืมติดตามเรื่องราว CodeIgniter ได้จากชุมชนแห่งนี้ครับ

Codeigniter.in.th