บันทึกเรื่องเกี่ยวกับเสียง

หลังจากได้หูฟังดีๆ + DAC ดีๆมาแล้ว เราก็เริ่มการยกระดับให้การฟังเพลงจากเมื่อก่อนฟัง AAC ซื้อมาจาก iTunes ตอนนี้ชักไม่ได้ละ ต้องมาจากแผ่น CD หรือมาจาก Beatport (BitRate 1411) เท่านั้นเนื่องจากหูฟังดีขึ้นฟังรายละเอียดได้ดีขึ้น แล้วก็จำเสียงของเพลงได้เวลาฟังในหนังหรือฟังในคอนเสิร์ต ก็เลยเขียนบันทึกนี้ไว้สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจเสียเงินครั้งนี้

  • ก่อนตัดสินใจจะซื้อให้ไปฟังเสียงเพลงดีๆจริงๆ เช่น คอนเสิร์ต , พับ ฯลฯ พยายามจำเสียงของเพลงที่คุณชอบให้ได้ ยิ่งถ้าเป็นเพลงรายละเอียดเยอะจะยิ่งดีจะได้เห็นความแตกต่าง
  • Download เพลงนั้นๆมาฟัง โดยถ้ามาจาก CD ได้จะดี (ถึงแม้อาจจะดีไม่ที่สุดแต่ก็ดีกว่าโหลดจาก iTunes ครับ) หรือถ้าอยากพิสูจนก็ก็ลองโหลดแบบ iTunes มาฟังด้วยจะเข้าใจว่าต่างกันยังไง
  • เสร็จแล้วตั้ง Sampling Rate ตามเพลง เช่น Sampling Rate บอก 44.1 kHz ก็ไม่ต้องไปฝืนปรับเป็น 192 kHz อันนี้ค่อนข้างเชื่อถือได้
  • Bit Depth อันนี้เท่าที่ฟังมา มันแล้วแต่เพลงอีกบางเพลงคนอัด เขาอัดที่ 24 Bit Depth แต่เราฟังที่ 16 Bit Depth เราจะได้ยิน Sound ไม่ครบในบางเพลง
  • หูฟัง / SoundCard ก็มี Limit ของมัน โดยเน้นๆก็คือแนวเพลงที่เราฟัง ให้ลองเอาเพลงเราไปทดสอบดูก่อนซื้อ โดยพยายามเล่นเพลงที่คุณนึกออกจาก Concert ฯลฯ ที่ที่เครื่องเสียงเขาดี
  • เวลาฟังแล้วได้ยินเสียง ส...... ซ.... บาดหูเวลาเปิดดังๆแปลได้สองความหมายคือ หูฟังเราไปได้แค่นี้ / SoundCard เรามาได้แค่นี้ โดยวิธีของผมก็คือลดเสียงลงให้ฟังแล้วมันไม่บาดหูครับ
  • ไม่ต้องฝืนปรับทุกอย่างให้สุด เพราะเพลงดีๆอยากให้ทุกคน Enjoy แต่ถ้าคุณบาดหู ก็คือไม่ Enjoy ดังนั้นไม่ต้องฝืนครับลดระดับเสียงลงมาครับ
  • ใครชอบแนว EDM แนะนำ Beatport ครับโหลดแบบ Aiff (ถ้าฟังใน iTunes) เสียเพิ่ม $0.75 ทีเดียวคุ้มกว่า

โดยหลักๆแล้วผมจะชอบ 16 Bit Depth , 44.1 kHz ใน iTunes เพราะส่วนใหญ่ Sampling Rate ผมเป็น 44.1 kHz ส่วนที่ปรับเป็น 16 Bit เพราะเพลงส่วนใหญ่แล้วอัดที่ 16 Bit Depth โดยสรุปแล้ว Sound เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากสำหรับคนที่แยกแยะได้ว่าเพลงมันต่างกันยังไงในแต่ละ BitRate องค์ประกอบสำคัญคือ ลำโพง/หูฟังดี + SoundCard ดี + Config ดี + เพลงดี ต้องครบ 4 อย่างถึงจะฟังได้อย่างเต็มอรรถรสครับ

ประสบการณ์ซื้อ หูฟังดีๆ และ DAC ครั้งแรก

โดยผมได้ซื้อหูฟังและ DAC ยี่ห้อดังนี้มาครับ

  • ATH-M50X
  • DacMagic XS

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบฟัง EDM และอยากฟังเพลงเสียงดีๆกับเขาบ้างเลยลองไปซื้อมาฟัง ซึ่งกว่าจะทำความเข้าใจเรื่อง Bitrate กับ Sampling Rate และปรับ Config ค่าของ iTunes , สาย , ฯลฯ กว่าจะได้เสียงที่เราต้องการ โดยต้องบอกก่อนว่าการที่จะได้เสียงเพลงที่ใส มีมิติ หลักๆนอกจากหูฟังดีแล้ว , มี Soundcard ที่ดีแล้วเรื่องสำคัญดังนี้ที่จะทำให้คุณได้ฟังเพลงที่ใสขึ้นได้แต่ต้อง Balance ดังนี้ครับ

  1. อุปกรณ์ควรเช็คเรื่องสายให้ดีว่าไม่ชำรุดเพราะอาจมี Noise เข้ามาแทรกได้
  2. Sampling Rate / Bit Rate ให้ปรับสุดเท่าที่เพลงจะรับได้เช่น เพลงรับได้ 24bit / 96 kHZ ก็ปรับตามนั้นครับ ที่เหลือคือหูฟังที่ดีขึ้นแล้วครับ
  3. เราควรปรับ Volume ที่เราฟังแล้วไม่บาดหูครับ ถ้ายังดังไม่พอที่จะถึงใจเรา ก็คงต้องหาหูฟังที่ดีขึ้นไปอีกครับ รวมถึงตัวขับ (พวก DAC , AMP) ที่สามารถส่งเสียง Bit ที่สูงขึ้น Sampling Rate ที่สูงขึ้นได้ครับ
  4. เราควรใช้เพลงที่ Bit Rate สูงๆเพื่อเสียงมันเหมือนจะดังขึ้น โดยที่จะได้ฟังเต็มอรรถรส แล้วไม่ต้องปรับ Volume เพิ่มแล้วทำให้เสียงแหลม มันบาดหู
  5. ควรใช้ไฟล์พวก Lossless หรือ Wav หรือ Aiff ในการฟังโดย Rip มาจาก CD แท้หรือดาวโหลดมาก็ได้เช่นกันพวกนี้จะมี Bit rate เกิน 1000 แล้วลองฟังดูถึงความแตกต่าง

ประมาณนี้ครับ ถ้าผมมีโอกาสได้ลอง DAC แบบ 32 bit ผมจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังอีกทีครับ ^.^

ปล. ถ้าเราหาเพลง Bitrate สูงๆ Sampling สูงไม่ได้ลองไปหาเพลงที่นี้ดูครับ http://www.hdtracks.com/

ค่าใช้จ่ายเมื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัยคอนโด

เนื่องจากพรุ่งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ สำหรับซื้อ Condo ก็ได้เรียนรู้ว่าจริงๆมี Hidden cost ที่เราอาจจะไม่ได้ประเมิณในตอนจะกู้ซื้อบ้าน/คอนโด ซึ่งผมประสบพบมา ซึ่งโชคดีที่เป็นคนมี Emergency Fund เลยได้ใช้ Emergency Fund ในการจ่ายเงินตรงส่วนนี้ไปก่อนซึ่ง Cost ที่ผมเจอมาเป็นดังนี้ครับ

  • พื้นที่ส่วนต่าง ซึ่งตอนทำสัญญาเป็น 39 ตร.ม แต่พอทำเสร็จเป็น 41 เลยต้องจ่ายเพิ่มตามจำนวน ตรม ที่เพิ่มขึ้นมา
  • ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ 1%
  • ค่าจดจำนอง (เมื่อกู้) 1%
  • ค่าอากรต่างๆ
  • ค่าสาธารณูปโภค ชำระล่วงหน้า 1 ปี ตามตารางเมตร
  • ค่ากองทุนส่วนกลางชำระครั้งเดียว ตามตารางเมตร
  • ค่าประกันมิเตอร์น้ำ
  • ค่าประกันอัคคีภัย
  • ค่าธุรการสำหรับแบงค์ที่มาให้กู้

สรุปว่าตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกู้เผื่อๆ ตอนนี้ผมเข้าใจละ สมมุติว่าเหลือจำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อ 1,600,000 บาทให้กู้เผื่อสัก 15% ถ้าทำได้เป็น 1,840,000 บาทจะได้ Cover Cost ต่างๆถ้าเราไม่ใช้ค่อยโป๊ะคืนกลับไปครับผม จึงเป็นที่มาว่าถ้าไม่อยากเสียเงินสดให้กู้เผื่อไว้ด้วยนะครับบบ

วิธีเวรคืนยกเลิกกรมธรรม์ของ AIA

เนื่องจากผมมีประกัน 2 กรมธรรม์ที่แม่ทำให้ ทำให้ผมมีรู้สึกยุ่งยากและซับซ้อนเพราะแต่ละกรมธรรม์ก็มีประกันสุขภาพของตัวเอง แถมผมก็ยังไม่รู้ผลประโยชน์อีกก็เลยอยากยกเลิกแต่สุดท้ายก็ยกเลิกไม่หมดกลายเป็นเปลี่ยนแปลงกรมธรรม์ซึ่งเอา ประกันสุขภาพออกเฉยๆ เนื่องจาก Call Center และพนักงานที่รับเรื่องดีมากกก อันนี้พูดเลยจะรู้สึกแตกต่างเวลามีคนมาขายประกัน AIA อย่างมากถ้าเวลาขาย Agent ขายได้ดีเท่าที่สำนักงานใหญ่ AIA สุรวงศ์ดูแล Case ผมละก็อยากซื้อเลย

สิ่งที่ต้องเตรียมไป

  1. กรมธรรม์
  2. บัตรประชาชน
  3. Slip ที่ส่งมาทางไปรษณีย์ว่าจะถึงเวลาชำระเงินแล้ว และไปก่อนวันที่จะชำระเงินหรือหลังวันแจ้งไม่เกิน 1 เดือน
  4. ถ้ากรมธรรม์หายต้องเอาไปแจ้งความไปด้วย (Optional)
  5. เตรียมเงินไปจ่ายค่าเบี้ยหลังการเปลี่ยนแปลง (หรือมีบัตรเครดิตก็รับบัตรเครดิตได้)

วิธีไปยกเลิก

  1. เดินทางด้วย MRT หรือ BTS โดยMRT ลงสามย่านและต่อมอไซค์ AIA สำนักงานสุรวงศ์ (20-30 บาท) ส่วน BTS ลงช่องนนทรี ต่อมอไซค์เช่นกันครับ
  2. เมื่อไปถึงสำนักงานใหญ่เดินขึ้นไปชั้น 2
  3. รับบัตรคิวที่ Counter ด้านหน้า โดยบอกว่ายกเลิกกรมธรรม์
  4. พอถึงคิวก็บอกกับพนักงานยกเลิกได้เลย โดยพนักงานจะบอกถึงผลประโยชน์ว่าถ้ายกเลิกแล้วจะได้คืนเท่าไรก็คำนวณเองว่าคุ้มไหม หรือจริงๆส่งเบี้ยต่อดีกว่ากัน
  5. พอเมื่อทำการเปลี่ยนหรือยกเลิกเรียบร้อยแล้วก็ไปจ่ายเงินเป็นอันเสร็จ

โดยสรุปแล้วก็ขอยกเลิกได้ไม่ยุ่งยากมาก แต่จะยุ่งตรงที่จะทำล่วงหน้าไม่ได้ จะให้รอถึงมีวันแจ้งหนี้มาถึงจะเปลี่ยนแปลงกรมธรรม์ได้ แต่ถ้าเวรคืนสามารถไปทำก่อนวันจ่ายเบี้ยได้เลย หวังว่าใครจะยกเลิกจะได้ไปง่ายๆกันเลยนะครัช

ส่งภาษาไทยเข้า SAP ผ่าน BAPI ด้วย PHP

เนื่องจากผมได้มีโอกาสเขียนส่งข้อมูลจากระบบเดิมที่เคยทำงานเข้าไปที่ SAP นั้นมีอยู่หนึ่งปัญหาคือเรื่องส่งภาษาไทยเข้าไปใน SAP หลักๆเลย ท่านสามารถส่งภาษาไทยเข้าไปด้วย UTF-8 อยู่แล้วด้วยวิธีนี้

http://blackphp.wordpress.com/2013/06/20/sap-rfc-php-vietnamese/

สังเกตุที่ setCodePage 4110 ตรงนี้เป็นการบอกว่าเรากำลังส่ง encoding อะไรเข้าไปให้ SAP ซึ่งโค้ดรหัสนี้ทาง SAP ต้องเปิดรองรับไว้เราถึงจะส่งไปได้

แต่ที่นี้ปัญหาคือการที่เราส่ง UTF-8 ไปนั้น Character 1 ตัวของ UTF-8 = 3 Bytes ดังนั้นถ้าเกิดมีการสร้าง Schema มาแล้ว เช่น 16 Characters การที่เราใส่ภาษาไทยผ่าน BAPI ไปจะทำให้ใส่ได้เพียง 5 ตัวอักษรเท่านั้น

ดังนั้นถ้าสุดวิสัยไม่สามารถแก้ Schema ได้เราก็ต้องยอมเปลี่ยนเป็น Encoding ที่กิน 1 Byte สำหรับ 1 Characters ที่รองรับภาษาไทยนั้นคือ TIS-620 โดยวิธีทำผมก็ใช้ก็คือแปลงจาก UTF-8 เป็น TIS-620 ก่อน

iconv('UTF-8, 'TIS-620', "สวัสดีชาวไทย");

แปลง text ก่อนเสร็จแล้วเราก็ทำการ

setCodePage เป็น 8607

ทีนี้เราก็จะสามารถส่ง Character Thai ให้เหลือ 1 Byte ได้แล้ว ก็สามารถใส่ได้ครบ 16 Characters

ปล. สำหรับคนที่จะลองเขียนภาษาไทยส่งไปตรงๆจากไฟล์อย่าลืมเปลี่ยนเป็น UTF-8 ก่อนด้วยนะครับ ไม่งั้นเดียว iconv convert ผิด
ปล2. เช็คกับทาง SAP ให้แน่ใจก่อนว่ารหัส CodePage 8607 นั้นมีใน SAP ด้วย

HHVM 2.4.0 FastCGI + NginX บน DigitalOcean

วันนี้มาเขียนเพื่อเตือนความจำบางอย่างจากการทดสอบนี้ โดยเป็นการทดสอบระหว่าง HHVM 2.4.0 FastCGI + NginX กับ NginX + PHP-FPM + APC วิธีคือใช้ Node.JS ทำ Stress Test ยิงดูครับ โดยในแต่ละครั้ง โดยจะยิงมากขึ้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะพังครับ โดยให้ทำการโหลดหน้า Welcome ของ CodeIgniter ครับ

โดยสรุปถ้าใช้เครื่อง 1 CPU Core , Ram 512mb

NginX + PHP-FPM + APC ทำได้ดีกว่าทั้งเรื่องการใช้ทรัพยากรน้อยกว่า 8 เท่า , การตอบสนองความเร็วพอๆกัน , HHVM โหลดขึ้นเยอะโดน DigitalOcean Kill แล้วก็ล่มไป

โดยสรุปถ้าใช้เครื่อง 2 CPU Cores , Ram 2Gb

HHVM 2.4.0 FastCGI + NginX ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก รองรับโหลดมากกว่าเดิมประมาณ 8 เท่าใช้ทรัพยากรคุ้มค่า , Response Time รวดเร็ว

น่าตกใจมากที่การทดสอบที่ 2 CPU Cores นั้น HHVM กว่าจะพังแบบใช้ไม่ได้เลย ต้องยิงประมาณ 10,000 Concurrents แล้วก็ 1,000,000 Requests ซึ่งการใช้เครื่องระดับแค่ 2 Cores ถือน่าประทับใจมากครับ

ปล. การทดสอบนี้อาจจะมี Bias อยู่บ้าง แต่สรุปโดยคร่าวๆ HHVM มีอนาคตมากครับที่จะมาแทนการใช้ Apache , Php หรือ NginX + PHP-FPM ได้เลยในอนาคต

ใครอยากลอง Test เองบน DigitalOcean เชิญสมัครได้เลยครัชชช

Digital Ocean เมื่อ Cloud ราคาถูกจนคนทั่วไปเอื่อมถึง

สรุปผลการเล่น Digital Ocean หรือ Cloud ราคาถูกแต่ประสิทธิภาพสุดยอดสรุปได้ดังนี้

ข้อดี

- เลือก Package เข้าใจง่ายมาก
- Fast Resize คือการปรับขนาด Ram/CPU ได้โดยจะไป Size ที่ใหญ่กว่าได้ แต่ปรับเป็น Size ต่ำกว่าตอนเริ่มไม่ได้ และยังไม่เห็นว่าจะปรับขนาด Disk ยังไง
- การทำ Snapshots (Backup ทั้งเครื่อง) ต้อง Power-off ก่อนแล้วค่อยทำได้
- มีการทำ Automatics Backup เสียเดือนละ $1 แต่ไม่ได้ Guarantee ว่าเป็น Daily Backup ขึ้นอยู่กับขนาด Size
- มี Web SSH ซึ่งแจ่มเลยสำหรับ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่น Load เยอะ
- สามารถเอา Snapshots ไปโคลนเป็นอีก เครื่องได้ทันทีง่ายๆไม่กี่ Click (แจ่ม)
- Snapshots จะถูกเก็บไว้ที่ Amazon Glacier
- สามารถลบ Droplets (Server) ได้ง่ายๆถ้าเป็นการโคลนสามารถ Rebuild ให้เหมือนเดิมได้ด้วย
- ถ้าเผลอลบ Droplets สามารถ Restore ได้
- ราคาถูกกว่า VPS เมืองไทยหลายที่ แถมยังมี User Interface ที่ใช้ง่ายพร้อมมี API อีกตะหาก

ข้อเสีย

- Fixed Hardware เป็น Set ๆไม่ค่อยปรับแต่งได้มาก เช่น เครื่องนี้เน้น CPU , เครื่องนี้เน้น Ram แบบ Amazon
- Server อยู่ต่างประเทศทำให้การที่จะมา Serv คนไทยอาจจะเจอ Network Latency สูงหน่อย

บทสรุปคือผมว่าเป็น Cloud ที่ดีเลยทีเดียว แถมถ้าเป็นมือใหม่ / ต้องการลง WordPress ก็ยังมี One Click Setup ให้อยู่ซึ่งถือว่า Digital Ocean พยายามเขาหาทั้ง Programmer และ Consumer ผมมาเป็นแนวทางที่เข้าใจง่ายด้วย โดยตอนนี้ผมทดสอบมา 1 อาทิตย์กว่าแล้วมีเงินเรียกเก็บมาแล้ว เท่าที่ลองเปิดนู้นนี้นั้นโน่น ต้องบอกจริงๆว่าถูกมาก มากๆ ถ้าเทียบกับ VPS เมืองไทย แถมมีระบบ Snap Backup (Backup ทั้ง Image) ซึ่งหล่อกว่า Backup เป็นไฟล์ๆเป็นไหนๆ โดยตอนนี้ผมหาทุนมาทดสอบ Software หลายอย่างถ้าทุกท่านสนใจ Digital Ocean แล้วอยากสนับสนุนผมก็เข้าไปสมัครผ่าน Link ด้านล่างนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

Digital Ocean

การเตรียมตัวเรียนวิชา Organization Behavior ที่ CMMU

หลังจากสอบตัวนี้เสร็จผมเลยอยากจะมาสรุปรวมว่าการเตรียมตัวเรียนตัวนี้ต้องทำยังไงบ้างจะได้วางแผนได้ถูกต้องนะครับ โดยวิชานี้เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมต่างๆตั้งแต่ บุคคล -> บริษัท การวิเคราะห์ตนเอง การวิเคราะห์คนอื่นผ่าน Personal Type , Culture , Leadership ฯลฯ อีกมากมาย แต่ที่จะมาเขียนเรื่องนี้คือ ตอนเรียนเราไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องไปสัมภาษณ์ใครแล้วคิดว่าทำง่ายๆแปปๆก็เสร็จ แต่ก็มาเร่งเอาตอนจบ >.< โดยสรุปดังนี้ครับ

  1.  วิชานี้ช่วงแรกๆมี Assignment ตั้งแต่ดู Video Lean On Me (อนาคตเห็นเขาว่าจะเปลี่ยนเป็น Steve Jobs) แล้วเอาไปทำ Essay 2 หน้าเป็นต้น , วิเคราะห์ P-Type ตัวเอง
  2. Mid-term เป็นทำ Essay 5 หน้าให้เวลาทำ 1 อาทิตย์ โดยใช้ทฤษฎีที่เรียนมาวิเคราะห์โจทย์
  3. ต้องมีทำ Presentation หลัง Mid-term โดยจะให้ไปสัมภาณ์บริษัท โดยต้องเตรียมคำถาม / อัด Video ตามหัวข้อที่เราเลือกว่าเราจะทำเรื่องอะไร เช่น Leadership
  4. พอเราอัด Video เสร็จแล้วเรียนเป็น Inter แล้วเราสัมภาษณ์แบบภาษาไทย ต้องมาทำ Subtitle เพื่อให้อาจารย์สามารถอ่านได้
  5. ถ้าใครมีปัญหาในการทำ Subtitle แนะนำ Aegisub แล้วถ้าต้องการทำ Hardsubtitle แนะนำใช้ Format Factory โดยทำตาม วิดีโอนี้ ง่ายเลย
  6. ถ้าใช้ Powerpoint ในการนำเสนอ แนะนำให้ใช้ pptx แล้ว video ให้ convert เป็น wmv ไม่งั้นจะเอาใส่ไม่ได้ แล้วต้อง convert ใหม่อีก
  7. ถ้าจะให้ Video click แล้วเต็มจอ กดที่ Video แล้วกด Menu บนเป็น Playback ติก Play Fullscreen ในทุกๆ Video
  8. Final ต้องอ่านตั้งแต่บทแรกจนจบ เตรียมตัวเตรียมใจไว้
  9. ถ้าเป็นไปได้หาโจทย์มาลองทำเพราะบางทีรู้ทฤษฎีแต่ไม่รู้ว่าต้องใช้อันไหน

ก็ฝากไว้เท่านี้ครับ สำหรับคนที่มาเรียน CMMU วิชานี้สนุกมากครับ แต่ข้อสอบไม่ได้สนุกตามเนื้อหาเลยนะ :D

Script Save เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันใน Server

หลังจากมีการล่มของ Database อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปัญหาเกิดจากการที่พัฒนา Feature ใหม่ๆแล้วก็ข้อมูลจำนวนมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ผมเลยทำ Script มาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้คือ

 

#Kill Apache if load over 20

*/1 * * * * /usr/bin/perl -e 'if ($ARGV[0] > 20) { system("/usr/bin/killall httpd;service httpd restart 2> /dev/null"); }' `/bin/cat /proc/loadavg`

 

#Renice PIDOF SSHD

*/1 * * * * /usr/bin/renice -15 `/sbin/pidof sshd`

 

โดย Script แรกคือถ้า Load AVG สูงถึง 20 ละก็ให้ killall apache ทิ้งซะ ซึ่ง Script นี้ดียังไง เมื่อเราเจอการ Run Script จากพวก PHP แล้วเกิดเป็น Bug เช่น Excel Wrap Text จำนวน Comment เยอะๆเป็นต้นด้วย PHPExcel ส่วน Script ที่สองนั้นคือให้ sshd เป็น Process สำคัญหรือ -15 นั้นเองไม่อย่างงั้นเวลามีการ Load AVG ขึ้นหรือ IO ขึ้นมากๆๆ แล้วเราจะไม่มีทางเข้าไป SSH เพื่อแก้ปัญหาได้เลย ดังนั้นการ Renice เพื่อทำให้เราสามารถเข้าไปใน SSH เพื่อ killall process ฯลฯได้ หรือแม้กระทั่งสั่ง shutdown mysql เป็นต้น ก็เลยมาเขียนเพื่ออนาคตต้องใช้อีก :D

เรียนโทแล้วต้องนำมาใช้ ! #1

หลังจากผมเรียนที่ CMMU มาได้ถึง Midterm แรกแล้ว ผมก็ได้รู้ว่าการมาเรียนตอนที่เรา เคยเจอปัญหาต่างๆมาแล้ว จะช่วยให้เรารู้สึกตื่นเต้นกับการเรียนมากกว่า การเรียนไว้ก่อนอย่างมากมาย แล้วยังทำให้วางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเราเจอปัญหาจริงๆแล้ว

Asian Economy in global context

ทุกๆคาบที่มีการสอน ECON ถึงแม้จะทำไม่ค่อยได้ แต่รู้เลยว่าถ้าเรารู้จักประยุกต์แนวคิดของ ECON กับบริษัทที่เราทำมา เราจะอยู่ใน Position ที่ดีขึ้นกว่าตอนนี้ขึ้นไปอีก ทำให้รู้จักว่า Shutdown กับ Exit คืออะไร แล้วก็จุดที่ Marginal Cost = Marginal Revenue คือจุดที่ดีที่สุดในการทำกำไร การเป็น Monopoly ส่วนใหญ่แล้วถ้าไม่ผูกขาดด้วยการมีสัมประทาน หรืออะไรบ้างอย่าง ก็มักจะลงเอ๋ยด้วยการที่เขามี "Economies of Scale" การทำ Oligopoly นั้นอาจจะเจอ Prisoner's dilemma ได้ ไหนจะการทำ Price discrimination ซึ่งผมว่าพี่มะลิเขียนดีมากอ่านแล้วเข้าใจเลย - http://iamia.net/2008/07/08/price-discrimination-and-ecommerce-idea/

Financial Management

ในขณะที่เรียน Financial Management ก็ทำให้รู้ว่าการเพิ่ม Revenue ผลกระทบมันไม่ได้มา แต่ Profit แต่มันตามมาด้วย ลูกหนี้ที่เยอะขึ้น , เงินค้างรับก็อาจจะเยอะขึ้นไปด้วย แล้วพอได้รู้จักสูตร AFN ก็ทำให้รู้ว่าการที่เรา Focus กับ Revenue มันทำให้เราเงินเยอะขึ้นก็จริง แต่อย่างอื่นมันก็ขึ้นไปด้วย ดังนั้นการสร้างสรรค์กว่านั้นคือการทำให้เกิด Margin ที่เยอะขึ้น เช่น ลดค่าดำเนินการลง / การลด Payout Ratio ลง แล้วตัวเลขที่คำนวณ Present Value , Future Value นั้นดูเหมือนจะเป็น Basic มาก แต่เราก็ยังสามารถนำมาเปรียบเทียบ การลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆช่วยให้ Personal Finance ของเราดูมีหลักเกณฑ์แล้วมั่นคงมากขึ้น เริ่มดู Balance Sheet , Income Statement , Cashflow Statement ได้ดีกว่าตอนศึกษาเองเพื่อดูหุ้น

Organization Behavior

วิชานี้เป็นอีกหนึ่งที่โดมคิดว่าสุดยอดเลย เพราะไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะอธิบายได้ แล้วสามารถปรับปรุงได้โดยมีหลักเหตุและผลสนับสนุนทุกอย่างเลย เป็นการเปิดกะลาอย่างมาก สำหรับวิชานี้ผมอยากเอามาใช้มากจนถึงขนาดซื้อหนังซื้อไว้เลย เพราะผมคิดว่าผมต้องเข้าใจให้ได้มากกว่านี้ ต้องเข้าใจให้ท่องแท้กว่านี้ จะได้นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนได้ โดยผมพึงเข้าใจเรื่องสามเหลี่ยม Maslow , Corporate Culture , Term & Value ฯลฯ ถ้าเข้าใจมากกว่านี้ไว้จะนำมาเล่าใน Blog ให้ฟังกันนะครับ

บทสรุป

การที่เขียนวันนี้ไว้เพื่อเป็นการ Shortnote ตัวเองว่าได้เรียนอะไรมาบ้าง เผื่อสักวันกลับมาดูจะได้รู้ว่า เราตอนนั้นเป็นยังไง