จุดเริ่มต้นเรียนรู้การเป็น Maker

วันนี้ถือว่าเป็นวันแรกที่ตั้งใจไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโลกของ Maker มากขึ้นวันนี้ โดยเป็นงาน Laser Cutting Workshop ที่ NE8T ราชเทวีนะครับ โดยสรุปที่จำได้นะครับ

  • แผ่นอะคริลิคโดยทั่วไปความหนา 3 mm สามารถหาซื้อได้ที่ราว 1300-1500 บาทโดยเป็น Size 4*8 ft
  • เครื่องที่ NE8T รองรับการตัดได้สูงสุด 60x60 cm โดยควรจะเล็กกว่านิดหนึ่งไม่งั้นมันอาจจะ error ได้
  • อัตราค่าบริการอยู่ที่นาทีละ 20 บาท โดยรูป Tag Dominixz ใช้เวลาราวๆ 5 นาทีครับ
  • Laser ที่เราเข้าใจนี้ไม่มีแสงนะครับ แต่มันร้อนจนตัดอะคริลิคขาดได้เลย
  • การปรับ Software ให้ตัดอะคริลิค กับ Engrave อะคริลิค ต้อง Set ไม่เหมือนกัน โดยเรา Set เป็นเส้นๆได้เลยว่าเส้นไหน ตัดเส้นไหน Engrave
  • นามสกุลไฟล์ต้องเป็น .dxf ซึ่งจริงๆสามารถสร้างได้ด้วย illustration หรือ inkscape แล้วกด save as เป็นไฟล์ .dxf ได้เลย ซึ่ง Laser จะตัดตามเส้นดำ เราต้องทำภาพเป็นขาวดำก่อน
  • ปัญหาที่เจอตอนที่ผมทำคือ
    1. อย่างเช่นตัว D ถ้าอยากให้ตรงกลางมันไม่ทะลุมันต้องมีฐาน ถ้าตัดตามเส้นปกติมันหล่น ผมเลยต้องเปลี่ยนเป็น Engrave แทน
    2. เท่าที่สังเกตุคือ Software อาจทำงานผิดพลาดได้ ซึ่งอาจจะมาจากการเคลื่อนของวัสดุตอนใช้ Laser Cutting ต้องระวังสำหรับน้ำหนักเบาๆ
    3. ถ้าเส้นเล็กมากๆ เวลาใช้แรงกดอาจจะหักได้ !
  • อย่าลืม Flip Horizontal ก่อนจะ Print !
  • สามารถ Print ลงอาหารได้ด้วยนะ ! อย่างเช่น Pancake
  • เวลาเราไปซื้อแผ่นอะคริลิค เราควรให้เขาตัดเป็น Size ปกติเพื่อที่จะขนย้ายได้ง่ายเลย
  • Concept การ Prototyping ก็เอาแผ่นอะคริลิคที่ตัดมาแล้ว ทำการตัด / ทดลองด้วยเครื่อง Laser Cutting โดยเครื่องที่ NE8T เหมาะสำหรับงานตัดมากกว่า Engrave ครับ

11263072_445237208982434_4944383857753195352_n10359412_445237092315779_6098050167858557288_n17694_445211912318297_5060612445681019827_nimage

 

Productivity คืออะไร ?

เรามาทำความรู้จักกับคำว่า Productivity กันครับสำหรับมือใหม่ ใน Wikipedia เขียนคำจำกัดความไว้ได้ดีคือ

"Productivity คือการวัดค่าเฉลี่ยของประสิทธิภาพการผลิต"

ซึ่งคำว่า "การผลิต" นั้นจะเป็นอะไรก็ได้ เช่า ความสุข , ความสงบ , เงิน , ฯลฯ แต่สังเกตุว่ามีคำว่า "การวัด" (Measure) กับ "ประสิทธิภาพ" (Efficiency) ซึ่งผมขออธิบายเพิ่มอีกหน่อยคือ

Q: อะไรคือการวัดประสิทธิภาพ ?
A: ผมขอยกตัวอย่างเป็นเรื่องเงินละกันนะครับ เห็นภาพดี ผลลัพธ์ที่เราต้องการคือ "จำนวนเงิน" โดยตัววัดประสิทธิภาพ คือ เงินต้น , ผลตอบแทนทบต้นต่อปี , ออมเงินต่อเดือน ซึ่งตัววัดประสิทธิภาพ จะส่งผลไปยังผลลัพธ์หรือ "จำนวนเงิน" ในท้ายที่สุดนั้นเอง

Q: ทำไมต้องมีการวัดผล ?
A: เพราะเราจะได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นทำให้ผลการผลิตนั้นดีขึ้นหรือแย่ลง เช่น ถ้าเราเล่นหุ้นโดยกำไรปีหนึ่ง 100% เสีย 40% กลับไปกลับมา กับได้กำไรปีละ 15% ต่อปี ถ้าเล่นต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีอันไหนได้ผลตอบแทนดีกว่ากัน

พอเราเริ่มเข้าใจเรื่องนี้ จะเห็นว่าตัววัดประสิทธิภาพที่เราเลือกมันสำคัญยังไงสำหรับสถานการณ์ของเรา ยกตัวอย่างเรื่องเงินอีกครั้ง

เช่น ถ้าเราสนใจผลตอบแทนทบต้นต่อปี มากกว่าการเก็บเงินออมต่อเดือน ตอนที่รายได้เดือนละ 10,000 บาทคุณมีเงินเก็บ 100 บาท ทำกำไรได้ปีละ 15% = 15 บาท ! แต่ถ้าคุณออมเงินเดือนละ 5 บาท ผลลัพธ์ 1 ปีคุณจะมีเงิน 160 บาท vs 115 บาท สังเกตุได้ว่า ออมเงินมีประสิทธิภาพมากกว่าในกรณีนี้

กลับกันถ้าคุณมีเงินเดือน 10,000 บาทแต่ได้มรดกมา 10 ล้านบาท ทำกำไรได้ปีละ 15% = 1.5 ล้านบาท เทียบกับออมเงินเดือนละ 7 พันบาท 12 เดือนสรุปเงินเพิ่มแล้ว 84,000 vs 1.5 ล้านบาท ซึ่งผลกำไรต่อปีมีผลดีกว่า

สรุปเลยนะครับการจะวัดประสิทธิภาพที่ดีนั้นเราต้องเข้าใจ ตัวแปรนั้นว่าส่งผลยังไงกับผลลัพธ์ในรูปแบบใด เสร็จแล้วเวลาเราเลือกพัฒนาตัวเองให้รู้สถานการณ์ก่อนว่าเราจะปรับปรุงอะไรก่อน เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ
Reference:

http://en.wikipedia.org/wiki/Productivity

ดื่มน้ำอย่างไรให้ครบวันละ 8 แก้ว

ผมเหมือนจะเคยเห็นใน Facebook สักที่หนึ่งแต่หาไม่เจอเลยเขียนมาเตือนตัวเอง โดยผมเพิ่มเรื่องออกกำลังกายเข้าไปเพื่อที่จะได้เป็น Healthy Routine

  • ตื่นนอน 1 แก้ว
  • ก่อนกินข้าวเช้า 1 แก้ว
  • หลังออกกำลังกาย 1 แก้ว
  • ก่อนอาบน้ำตอนเช้า 1 แก้ว
  • ก่อนกินข้าวเที่ยง 1 แก้ว
  • ก่อนกินข้าวเย็น 1 แก้ว
  • ก่อนอาบน้ำเข้านอน 1 แก้ว
  • ก่อนนอน 1 แก้ว

สรุปเราจะได้ 8 แก้วเป็นอย่างน้อยๆต่อวัน แต่ระหว่างวันถ้ากระหายก็ดื่มน้ำเรื่อยๆ ไม่ต้องกินมากๆภายในทีเดียว ถ้าอุณหภมูิตัวเริ่มร้อนให้เริ่มดื่มน้ำอุณหภูมิห้องได้เลยนะครัช

Other People……….

การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือ การใช้พลังของคนอื่น จะพูดว่าเป็น Team/องค์กร หรืออะไรก็ได้ที่เป็นหลายๆคนนั้น ซึ่งผลดีที่ของการใช้พลังคนอื่นนั้น จะส่งผลให้คนๆนั้นได้รู้จักคุณค่าของตัวเอง แล้วทำให้เขาได้พัฒนาด้วย ซึ่งสิ่งที่ผมคิดได้กับสิ่งที่เราเรียกว่าต้องใช้พลังคนอื่น นั้นมีดังนี้ครับ

  • OPT = Other people time ใช้เวลาคนอื่นในการทำสิ่งต่างๆ ซึ่งเขาควรจะทำได้ดีกว่า , ถูกว่า หรือ เร็วกว่าเรา
  • OPM = Other people money ใช้เงินของคนอื่นในการ Leverage ซึ่งเราจะต้องมีความสามารถที่จะทำให้สำเร็จด้วย ถึงจะสอดคล้องกัน
  • OPK = Other people knowledge ใช้ความรู้ของคนอื่น ในการพัฒนาทีมหรือตัวเอง
  • OPN = Other people network ใช้พลัง connection ของคนอื่นให้สร้างมูลค่าแก network โดยรวม เช่น หาลูกค้า เป็นต้น
  • OPI = Other people invested ใช้สิ่งที่คนอื่นได้ลงทุนไปแล้ว เช่น ยืมอ่านหนังสือคนอื่น , ยืมใช้ trial ระบบ ที่จะมาต่อยอดการลงทุนของตัวคุณเองได้
  • OPS = Other people service ใช้บริการคนอื่นที่เขาทำได้ดีกว่า , ถูกกว่า , เร็วกว่า แล้วนำมาต่อยอดสิ่งที่เราทำอยู่แล้วให้มีมูลค่าสูงขึ้น
  • OPE = Other people experience ใช้ประสบการณ์คนอื่นๆ เพื่อมาหล่อหลอมตัวเอง วิธีคิดต่างๆของตัวเองได้คมขึ้น เช่น อ่านหนังสือ
  • OPC = Other people customers ใช้ลูกค้าของคนอื่นให้เป็นลูกค้าเรา

เท่าที่คิดออกตอนนี้ก็ประมาณนี้ ซึ่งอันข้างบนเป็นสิ่งที่เราควรจะใช้พลังของคนอื่นมาขยายตัวเองได้เร็วขึ้นครับ แต่จะมี Other people อีกแบบเป็นตัวชี้วัดสิ่งที่เราทำ เช่น Other People viewpoint แต่เราเน้นสร้างตัวเองก่อนละกันครับตอนนี้ซึ่งสิ่งที่ผมพูดไปข้างบนเพียงแค่ใช้พลังสิ่งที่เรามีตอนนี้ ก็พาเราไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นกว่าการสร้างมาจากศูนย์แล้วครับ

ทำงานให้เสร็จเร็วขึ้นได้ด้วยวิธีคิดและเครื่องมือ

ในช่วง 7 ปีตั้งแต่สมัยผมยังเรียนอยู่และรู้จัก Get Things Done มานานแล้ว ถึงวันนี้อยากจะแชร์ให้ทุกคนได้ฟังกันครับ โดยแบ่งออกเป็นวิธีคิด,เครื่องมือที่ใช้ และ ขั้นตอนการทำงานครับ

แนวคิด

  • Get Things Done
    ของ David Allen แบ่งเป็น capture (เขียนทุกอย่างที่ต้องทำ), clarify (ทำสิ่งที่เขียนให้ชัดเจนคือ ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร หรือเป็นขั้นตอน), organize (จัดเรียงลำดับและลง project), reflect (ลองตรวจสอบว่าสิ่งที่เราคิดและทำใช้เวลาสมเหตุสมผลไหม), and engage (ลงมือทำเลย)
  • Inbox-Zero
    ทำกล่อง Email ให้วางเสมอหรือว่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น ใส่ Labels และ Archive สำหรับอันไหนที่ยังไม่สำคัญ
  • Work Breakdown Structure
    คือแตกงานออกมาให้พอดีๆ เพื่อที่จะทำมันได้ง่าย ซึ่งอันนี้แล้วแต่กรณีว่าจะย่อยขนาดไหนขึ้นอยู่กับคนทำ task นั้นๆ
  • Task Contexts
    หรือการรู้ว่า Task นี้ต้องทำที่ไหน กับใคร อย่างไร เช่น ต้องโทรหาลูกค้า ต้องทำกับ โทรศัพท์ เป็นต้น
  • Start from email
    พยายามทำให้ทุกอย่างไปเริ่มที่ email เช่น ลูกค้าโทรมาบอกให้ช่วยอะไร บอกให้เขาส่ง Email มา หรือถ้าไม่ได้เมื่อเราได้รับฟังลูกค้าแล้วพิมพ์สิ่งที่ลูกค้าพูดส่งเข้า Email ตัวเองก่อนเลย
  • Three Most Important Tasks
    ให้เราเรียง 3 Tasks ที่สำคัญที่สุดขึ้นมาก่อนในแต่ละวันเสมอแล้วจะไม่ทำอย่างอื่น ถ้าเราทำมันไม่เสร็จ
  • Outsourcing
    พูดง่ายๆคือใช้หรือจ้างคนที่เก่งกว่าเราในงานนั้นๆทำซะ

เครื่องมือ

  • Gmail
    เอาไว้รับส่ง email ไม่พอยังเอาไว้เป็นจุดเริ่มของการรับ input ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็น task รึเปล่าหรือเป็น tasks ที่ต้องไปแตกเพิ่ม รวมถึง Filter Email ที่ไม่เกี่ยวกับเราออกหรือแยกใส่ Label ได้เลย
  • Todoist (Premium)
    เป็นเครื่องมือที่สำหรับ GTD ที่มีประสิทธิภาพมาก ถ้าเราใช้ Concpet ของ David Allen จนชินแล้ว ในระดับ Premium เราสามารถใช้ Label ได้ซึ่งทำให้สามารถทำ Task Contexts ได้ง่ายๆเลยทีเดียว
  • Google Calendar
    เรื่อง Event ต่างๆที่มีนัดกับคนสำคัญ หรืองานที่ต้องส่งตรงเวลาเปะๆ ซึ่งส่วนใหญ่โดมจะเอาพวก Events ที่ต้องไปมาแปะที่นี้ หรือเตือนว่าต้องออกเดินทางแล้วมาแปะไว้ที่นี้
  • Note (iOS ของ Squarespace) เอาไว้สำหรับพิมพ์ข้อความ/แปะภาพ แล้วส่งเข้า Email ของเราทันทีที่ Swipe เหมาะสุดๆสำหรับเวลารับโทรศัพท์หรือคิดอะไรออก แล้วพิมพ์ทันทีแล้วส่ง Email ทันที

ขั้นตอนการทำงาน

  • "คิด" หรือ "รับ/ใส่ Input" เข้ามาใน Email Inbox ก่อน
  • เปลี่ยนจาก Email เป็น Tasks โดยแตกงานให้ละเอียดลง Todoist
  • ใส่ Task ลง Project โดยใส่ Context ให้ด้วยว่าต้องคุยกับใครไหม หรือ ต้องทำหน้าคอม หรือโทรศัพท์ เสร็จแล้วจบด้วยการใส่เวลาที่จะทำ Task นี้
  • ลองคิดว่ามีใครทำแทนเราได้บ้าง ถ้ามีส่งไปให้เขาทำแทนโดย
    1. บอกวัตถุประสงค์ว่าเราต้องการอะไร
    2. ผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นยังไง
    3. ต้องการภายในเวลาเมื่อไร
    4. ติดตามผลงานโดยใส่ Task ไว้ใน Todoist ของเราใส่ Label เป็นชื่อคนทำงานนี้และใส่เวลา Deadline แล้วทำแจ้งเตือนด้วย
  • ส่วนงานอื่นๆก็ "ลงมือทำมันซะเดียวนี้!"

ปัญหาที่พบบ่อย

  • Q: ทำ Task ไม่เสร็จสักทีทำไงดี ?
  • A: ทำให้ Task เล็กลงแล้วซอยเป็นหลายๆ Task แทน
  • Q: ทำงานเยอะแต่ทำไมผลงานยังสู้คนอื่นไม่ได้ ?
  • A: ชม. บินไม่เท่ากัน , ไม่ก็เราทำ Tasks ที่ไม่สำคัญกับผลลัพธ์ หรือ เขาใช้เครื่องทุนแรงรึเปล่า ? , กระบวนการคิดและทำงานเรา Productivity ต่ำ , เรากำลังทำมากได้น้อยอยู่รึเปล่า ลองถามตัวเองดู
  • Q: เราจะมั่นใจคนอื่นว่าจะทำงานได้ดีกว่าเราได้ยังไง ?
  • A: ผมขอแนะนำเป็น เปิดใจลองให้เขาทำดูครับ ถ้าเขาทำได้เพียงพอต่อการตอบโจทย์ของคุณแล้วแค่นั้นก็เพียงพอครับ อาจจะไม่ต้องดีกว่าเราก็ได้ "ขึ้นอยู่กับโจทย์"

 

No-brainer System

หลักการของระบบนี้คือ จะต้องเป็นระบบที่ไม่ต้องคิดเลย หรือคิดน้อยมากๆ แต่ไม่ได้แปลว่าระบบนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่เน้นไปที่ทำได้โดยไม่เสียเวลาคิด โดยขอแบ่งเป็นหลายๆด้านของชีวิตนะครับ และยังหาวิธีปรับปรุงอยู่

การเงิน

มีเครื่องทุนแรงสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน มากมายไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม รวมถึง Strategy การลงทุนแบบ Dollar Cost Average (DCA) โดยเราตั้งซื้ออัตโนมัติได้เลยเดือนละเป็นจำนวนเงินเท่ากัน โดยหวังผลตอบแทนแบบไม่ Extreme เลยที่ 8-12% ซึ่งถ้ายอมรับตรงนี้ได้ ระบบนี้ก็แทบจะ No-brainer สุดๆแค่ติดตั้งครั้งเดียวใช้ยาว ! ส่วนตัวผมเพิ่มกลยุทธ์ไปเล็กน้อยคือ ถ้าเดือนไหนขาดทุนจะซื้อเพิ่มเท่าตัวจากเงินที่ซื้อเฉลี่ย เช่น ซื้อเดือนละ 5,000 ถ้าเดือนไหนขาดทุนซื้อเพิ่มไปอีก 5,000 โดยตอนนี้ที่ทำอยู่คือทำ Personal Budgeting โดยไปเปิดบัญชีมา 10 อันแล้วก็แบ่งเงินเป็นส่วนๆ เช่น เงินลงทุน เป็น 20% ของเงินเดือน เป็นต้น รวมถึงลงทุนในกองทุน ETF แบบ DCA ด้วย

สุขภาพ

เรื่องสุขภาพนั้นปีนี้ผมทำแบบ No-brainer , less thinking สุดๆโดยตั้งเป้าว่าจะออกกำลังกายแบบ "กระโดดโลดเต้นให้ได้ 5-30 นาที" ทุกวันทุกวันนี้ตั้งแต่ต้นปีผมเปิดเพลง EDM แล้วกระโดดเต้นมั่วๆไปเลย 5-10 นาที มันง่ายเพราะเต้นมัว ไม่ต้องคิด กระโดดๆ เหนื่อยก็พัก เน้นให้ออกกำลังไว้ก่อน ส่วนอื่นที่กำลังลองทำคือกิน Healthy Meal อาทิตย์ละครั้งโดยเริ่มทำตามแนวคิดนี้อยู่ http://jamesclear.com/average-speed

ภาพลักษณ์

จริงๆแล้วได้ idea จาก Steve Jobs แล้วก็ Mark Zuckerberg ที่จะใส่ชุดเดิมๆทุกวัน ก็เลยเกิดเป็น Idea ว่าเฮ้ยเราน่าจะลองทำแบบจริงๆจังๆนะ โดยตอนนี้ผมได้เริ่มกับชุดนอนแล้ว ซื้อกางเกงนอนมา 7 ตัว ใส่มัน 7 วันเลยไม่ต้องคิดเลยว่าวันนี้จะใส่กางเกงนอนตรงไหน เดียวผมจะทำกับเสื้อที่ใส่ไปทำงาน รวมถึงเสื้อใส่นอนต่อไป โดยเสื้อนอนจะเน้นคำสร้างแรงบรรดาลใจให้ตัวเอง

-------------------

โดยหลักๆแล้วยังคิดออกประมาณนี้ที่สามารถทำได้แบบ No-brainer ได้จริงๆ ส่วนพวกเรื่อง Romance , Family , Social ฯลฯยังคิดว่าต้องมีการ Plan & Management เข้ามาใช้ด้วย ซึ่งยังมองไม่ออกว่าจะทำแบบ No-brainer ได้รึเปล่า หลักๆคือต้องทำแล้วได้ผลพอสมควรเท่า Average หรือมากกว่า แต่คิดน้อยสุดๆไปเลย!! ยิ่งถ้าเราทำในระดับ Process บางอย่างเราสามารถที่จะได้แบบ No-brainer ได้เช่น การจ่ายเงินแบบอัตโนมัติ การซื้อของอัตโนมัติ ฯลฯ

GrabTaxi และ GrabCar อนาคตการนั่ง Taxi ในไทย

ทุกวันนี้การนั่ง Taxi ของผมได้เปลี่ยนไปมาก จากที่ต้องออกจากบ้านไปปากซอยไปโบกรถ Taxi ต้องคอยถามว่าไปไหม เดียวนี้ Application ที่ผมใช้จนมั่นใจระดับหนึ่งแล้วว่า โอเคมากๆคือ GrabTaxi เนื่องจากพยายามใช้ Uber แล้วไม่สำเร็จสักทีเพราะไม่มีรถ + EasyTaxi ที่ทำ App ใช้ยากเหลือเกิน สุดท้ายผมใช้มาพักใหญ่ก็ขอตกลงปลงใจกับ GrabTaxi ยิ่งตอนนี้มี GrabCar ด้วยพึงได้ลองใช้วันแรกติดใจเลย แต่แอบแพงนิดหน่อย ซึ่งข้อดีของ GrabTaxi นั้นคือ Promotion ที่จัดเต็มมาก สำหรับลูกค้าอย่างเรา และคนขับ Taxi โดยเท่าที่ผมรู้มีดังนี้

  • สมมุติเราได้ลด 50 บาทโดยปกติ GrabTaxi จะมีค่าธรรมเนียมการเรียก 25 บาทดังนั้น ถ้าเราได้ลด 50 บาท = ถูกกว่า Taxi ปกติ 25 บาทถ้าใช้ GrabTaxi แต่คนขับจะได้รับเงินจาก GrabTaxi งานละ 60 บาท !!! ผมยัง งง ถึงทุกวันนี้ว่า GrabTaxi นี้ยิ่งใช้เยอะ GrabTaxi ยิ่งขาดทุนรึเปล่า (หรือจะไปเอากำไรตอนที่ไม่ Promotion ??)
  • วันนี้ได้ลอง GrabCar ลด 100 บาทด้วย code "GIFT" โดยใช้ได้ถึง 26 ธ.ค. 57 นี้เท่านั้นครับ แต่พอใช้แล้วแอบรู้สึกว่า ถ้านั่งไกลจะแพง เพราะมิเตอร์ขึ้นเร็วมว๊ากกกก แต่ถ้าไม่ไกลมากสัก 5-10 โลกับการได้ลด 100 บาทเหมือนเรานั่ง Taxi แบบหรู่ๆดีไม่ดีถูกกว่า Taxi ปกติอีก โดยผมนั่งจาก มหาลัยมหิดลดินแดง ไปยัง วิภาวดี 16 เสียแค่ "20" บาทจากโปรนี้ โดย GrabCar เริ่มที่ราคา 50 บาทไม่ใช่ 35 บาทเหมือน Taxi นะครัช
  • ยิ่งถ้าคนขับ GrabTaxi ได้งานเยอะๆ ทาง GrabTaxi เหมือนจะมี Bonus ได้อีกที่รู้ๆคือถ้ารับได้ใน 1 วันเป็น 10 งานจาก GrabTaxi จะได้เงินเพิ่ม 700 บาท !

สุดท้ายแล้วที่มาเขียน Blog บอกตามตรงเลยว่า ควรลองสักครั้ง! ตอนนี้ผมแทบไม่กลับไปใช้ Taxi ปกติแล้วถ้าผมมีเวลารอรถ Taxi จากบ้านสัก 5-15 นาที ผมเรียก GrabTaxi อย่างเดียวเลย !

GrabTaxi

ถ้าซื้อหุ้น Warrant ไปแล้วขาดทุน “ควรแปลงหรือทิ้ง” ?

เนื่องจากผมมีคำถามในใจว่าเหตุผลที่คนจะแปลง Warrant เมื่อพลาดซื้อมันมาแล้ว มันเป็นไปได้ทางไหนบ้าง ก็เลยไปเจอบทความนี้ Warrant หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ์ เลยได้ทำการอ่านแล้วมาย่อยต่ออีกนิดหนึ่งให้เข้าใจเองว่ามันเป็นอย่างไร

2222

 

สรุปจากภาพที่ผมทำใน Excel บทสรุปก็คือ

  • ถ้าอันไหนขาดทุนน้อยกว่าให้เป็น Choice นั้นว่าจะแปลงไม่แปลง
  • สาเหตุที่เป็นไปได้ที่ทำให้แปลงแม้ขาดทุน ก็คือซื้อ Warrant มาแพงกว่าราคาแปลง และราคาหุ้นแม่มีค่ามากกว่าราคาแปลง อย่างกรณีบนสุดคือซื้อ Warrant ที่ 17 บาท จากตอนแรกราคาหุ้นแม่ 30 บาทพอเวลาใกล้แปลงราคาหุ้นเหลือ 15 บาทแล้วเราติดดอยไปแล้ว ถ้าแปลงจะขาดทุนน้อยกว่าไม่แปลง เนื่องจาก "ราคาแปลงหารจำนวนหุ้นที่ได้ ถูกกว่า ราคาหุ้นแม่"
  • เหตุผลอื่นๆคือทิ้ง Warrant ไปเลยจะขาดทุนน้อยกว่า
  • ถ้ายังมีโอกาส Cut Loss แล้วดีกว่าแปลงหรือรอให้หมดค่า ก็ Cut Loss ไปดีกว่าครับ

อย่างกรณี RML-W3 ราคาใช้สิทธิคือ 2.75 ราคา Warrant = 0.38 อัตราใช้สิทธิ 1:1 แปลว่าถ้าคนที่เผลอซื้อ Warrant ไปแล้วนั้น  คำนวณคือ (2.75/1)  = 2.75 ถ้าราคาหุ้นแม่ตอนแปลงมากกว่า 2.75 บาท เช่น 3 บาท (แต่เรายังขาดทุนอยู่ดีเพราะต้นทุนคือ 2.75+0.38) แล้วหวังว่าตอนแปลงปุ๊บราคายังเท่าเดิม การแปลงหุ้นจะทำให้ขาดทุนน้อยกว่าไม่แปลง เพราะถ้าไม่แปลงขาดทุน "หุ้นละ -0.38 บาท" แต่ถ้าแปลงจะขาดทุนแค่ "(2.75+0.38) - 3 = -0.13 บาท" ซึ่งขาดทุนน้อยกว่าทิ้ง Warrant ดังนั้น ถ้าตามหลักการดูว่าจะมีหุ้นเข้ามาเพิ่มในหุ้นแม่เท่าไร มันไม่แน่ถ้า "ราคาแปลงนั้นถูกกว่า ราคาหุ้นแม่ในตลาด"

กระทบอะไรบ้างกับ Fundamental ถ้ามีการแปลงหุ้น แปลว่าจำนวนหุ้นเยอะขึ้น EPS Diluted ก็ทำให้ราคาตกได้ ถ้ามุมมองนักลงทุนยังมองที่ PE เท่าเดิมอยู่ ทางด้านบัญชี บริษัทจะมี Equity สูงขึ้นเพราะได้เงินจากการใช้สิทธิ์ทำให้มีโอกาสลด DE Ratio ลงได้ครับ เสร็จแล้วเมื่อ Equity สูงขึ้น ROE , ROA จะต่ำลง ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดายากว่า มุมมองนักลงทุนที่มองกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ถ้ามันมีด้านดีอยู่บ้างที่ได้เงินเข้ามา นอกจาก EPS Diluted ....

วิธีการตัดสินใจลงทุนในหุ้นของผมในปี 2014

Nacreous_clouds_Antarctica

ผมอยากจะเขียนตรงนี้ไว้เพื่อกลับมาดูในอนาคตว่า ในอดีตวิธีการตัดสินใจลงทุนในหุ้นเราเป็นยังไง เลยขอ Share วิธีคิดไว้ ณ ตรงนี้

  1. ผมจะ Filter หุ้นด้วยสูตรคุณกวี Forecasted ROE/5 เทียบกับ PBV
  2. โดยหาตัวเลือกที่มี Margin of Safety ในสูตรกวี ประมาณ 70-80% ขึ้นไปในหุ้น smallcap แล้วก็ 50% ขึ้นไปในหุ้นที่เรารู้จัก Brand มายาวนานเป็นอย่างดี เช่น PTT , KBANK
  3. เลือกหุ้นที่เราเข้าใจธุรกิจหรือมั่นใจว่าอนาคตในช่วงไม่เกิน 3 ปีนี้ดีแน่ และมีหนี้สินน้อย หรือ ถ้ามากต้องทำกำไรได้ดี (อย่างน้อยเกิน EVA หรือ Economic Value Added)
  4. พอเลือกหุ้นได้จะทำการตรวจสอบข้อมูล โดยเปิดไปดูที่ "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน"
    111
  5. เสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าหุ้นที่เราดูจาก ROE นั้นเป็นของจริงหรือชั่วคราว โดยดูจาก รายได้อื่นๆ ถ้าขึ้นสูงผิดปกติแปลว่าเป็นกำไรพิเศษเยอะ เช่น ขายที่ได้ เสร็จแล้วไปตรวจสอบงบกระแสเงินสด โดยงบที่สำคัญคือ "เงินสดสุทธิจากการดำเนินการ" ถ้าแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเรียกว่าใช้ได้ ถ้าเพิ่มขึ้นมากแปลว่าดี (ขึ้นอยู่กับธุรกิจด้วยว่าเราดูตอนไตรมาสไหน อาจจะเป็นกำไรขึ้นๆลงๆไม่ใช่สม่ำเสมอ ดังนั้นเวลาประเมิณต้องอย่าโลกสวย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว อาจจะไม่ดีทุกไตรมาส ต้องคิดว่าถ้าเป็นรายปีแล้ว น่าจะได้กำไรเท่าไร)
    1222
  6. หลักๆพอดูแนวโน้มดีมี Margin of Safety เยอะแล้วจริงๆก็ลงทุนได้แล้ว แต่ถ้าอยากได้ความมั่นใจขึ้นไปอีกให้ดูอีก 2 สูตรคือ FCFF กับ Relative Multiple Valuation
  7. ผมจะดู Relative Multiple Valuation แบบง่ายๆคือ หุ้นตัวนี้ควรจะมี PE เท่าไร แล้ว EPS อนาคตเป็นเท่าไร เสร็จแล้ว เช่น HANA น่าจะ PE สัก 10 EPS ออกครบทุกไตรมาสน่าจะ = 5 ดังนั้นราคาน่าจะ = 50 แล้วถ้าโชคไม่ดี PE กับ EPS จะเป็นเท่าไร ในกรณี HANA ผมก็คิดว่า PE ต่ำสุดน่าจะ 7.2 แล้ว EPS อีก 2 ไตรมาสน่าจะเพิ่มมาแค่ 1 ดังนั้น = 2.83 + 1 = 3.83 ดังนั้นราคาน่าจะ = 3.83 * 7.2 = 27.5
    3333
  8. เสร็จแล้วก็วัดกับราคา ณ ตอนนั้นว่ามีโอกาสขึ้นมากกว่า โอกาสลงหรือเปล่า เช่น HANA ราคา 35.5 มีโอกาสขึ้นเป็น 50 ใน 1 ปีและลงเป็น 27.5 ใน 1 ปีมีโอกาสลงไปสูงสุด 22% แต่มีโอกาสขึ้นประมาณ 40% ดังนั้นสังเกตุว่าโอกาสจะขึ้นเกือบจะเป็น 1 เท่าตัวของโอกาสลง ให้เราคิดว่ามันพอไหมกับการเสี่ยงครั้งนี้ซึ่งผมมองว่าจริงๆไม่น่าจะ PE ลงเหลือ 7 ด้วยน่าจะอยู่ที่ Mean สัก 9 = 9*3.83 = 34.47 ดังนั้นโอกาสลงที่ผมคิดคือแค่ 3% ดังนั้นเลยลงมือเสี่ยงกับหุ้นตัวนี้
  9. ถ้าอยากได้ความมั่นใจไปอีกก็จะทำ FCFF เพื่อมั่นใจว่าไม่ว่าจะมองสูตรไหนตัวนี้ก็ราคาถูกมากๆ
  10. สุดท้ายจะลงทุนหุ้นตัวไหน เราควรจะเข้าใจวงจรธุรกิจบาง หรือถ้าไม่รู้เลยให้ดูว่าตัวนี้กำไรสม่ำเสมอไหม ? ทำให้การ Forecast เราแม่นยำขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมว่า Mr. Market มีอารมณ์ไม่ได้ใช้เหตุผลทุกครั้งต่อให้วางแผนมาดี ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดีครับ

แชร์ไว้เดียว 2015 จะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ

บันทึกเรื่องเกี่ยวกับเสียง

หลังจากได้หูฟังดีๆ + DAC ดีๆมาแล้ว เราก็เริ่มการยกระดับให้การฟังเพลงจากเมื่อก่อนฟัง AAC ซื้อมาจาก iTunes ตอนนี้ชักไม่ได้ละ ต้องมาจากแผ่น CD หรือมาจาก Beatport (BitRate 1411) เท่านั้นเนื่องจากหูฟังดีขึ้นฟังรายละเอียดได้ดีขึ้น แล้วก็จำเสียงของเพลงได้เวลาฟังในหนังหรือฟังในคอนเสิร์ต ก็เลยเขียนบันทึกนี้ไว้สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจเสียเงินครั้งนี้

  • ก่อนตัดสินใจจะซื้อให้ไปฟังเสียงเพลงดีๆจริงๆ เช่น คอนเสิร์ต , พับ ฯลฯ พยายามจำเสียงของเพลงที่คุณชอบให้ได้ ยิ่งถ้าเป็นเพลงรายละเอียดเยอะจะยิ่งดีจะได้เห็นความแตกต่าง
  • Download เพลงนั้นๆมาฟัง โดยถ้ามาจาก CD ได้จะดี (ถึงแม้อาจจะดีไม่ที่สุดแต่ก็ดีกว่าโหลดจาก iTunes ครับ) หรือถ้าอยากพิสูจนก็ก็ลองโหลดแบบ iTunes มาฟังด้วยจะเข้าใจว่าต่างกันยังไง
  • เสร็จแล้วตั้ง Sampling Rate ตามเพลง เช่น Sampling Rate บอก 44.1 kHz ก็ไม่ต้องไปฝืนปรับเป็น 192 kHz อันนี้ค่อนข้างเชื่อถือได้
  • Bit Depth อันนี้เท่าที่ฟังมา มันแล้วแต่เพลงอีกบางเพลงคนอัด เขาอัดที่ 24 Bit Depth แต่เราฟังที่ 16 Bit Depth เราจะได้ยิน Sound ไม่ครบในบางเพลง
  • หูฟัง / SoundCard ก็มี Limit ของมัน โดยเน้นๆก็คือแนวเพลงที่เราฟัง ให้ลองเอาเพลงเราไปทดสอบดูก่อนซื้อ โดยพยายามเล่นเพลงที่คุณนึกออกจาก Concert ฯลฯ ที่ที่เครื่องเสียงเขาดี
  • เวลาฟังแล้วได้ยินเสียง ส...... ซ.... บาดหูเวลาเปิดดังๆแปลได้สองความหมายคือ หูฟังเราไปได้แค่นี้ / SoundCard เรามาได้แค่นี้ โดยวิธีของผมก็คือลดเสียงลงให้ฟังแล้วมันไม่บาดหูครับ
  • ไม่ต้องฝืนปรับทุกอย่างให้สุด เพราะเพลงดีๆอยากให้ทุกคน Enjoy แต่ถ้าคุณบาดหู ก็คือไม่ Enjoy ดังนั้นไม่ต้องฝืนครับลดระดับเสียงลงมาครับ
  • ใครชอบแนว EDM แนะนำ Beatport ครับโหลดแบบ Aiff (ถ้าฟังใน iTunes) เสียเพิ่ม $0.75 ทีเดียวคุ้มกว่า

โดยหลักๆแล้วผมจะชอบ 16 Bit Depth , 44.1 kHz ใน iTunes เพราะส่วนใหญ่ Sampling Rate ผมเป็น 44.1 kHz ส่วนที่ปรับเป็น 16 Bit เพราะเพลงส่วนใหญ่แล้วอัดที่ 16 Bit Depth โดยสรุปแล้ว Sound เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากสำหรับคนที่แยกแยะได้ว่าเพลงมันต่างกันยังไงในแต่ละ BitRate องค์ประกอบสำคัญคือ ลำโพง/หูฟังดี + SoundCard ดี + Config ดี + เพลงดี ต้องครบ 4 อย่างถึงจะฟังได้อย่างเต็มอรรถรสครับ