GrabTaxi และ GrabCar อนาคตการนั่ง Taxi ในไทย

ทุกวันนี้การนั่ง Taxi ของผมได้เปลี่ยนไปมาก จากที่ต้องออกจากบ้านไปปากซอยไปโบกรถ Taxi ต้องคอยถามว่าไปไหม เดียวนี้ Application ที่ผมใช้จนมั่นใจระดับหนึ่งแล้วว่า โอเคมากๆคือ GrabTaxi เนื่องจากพยายามใช้ Uber แล้วไม่สำเร็จสักทีเพราะไม่มีรถ + EasyTaxi ที่ทำ App ใช้ยากเหลือเกิน สุดท้ายผมใช้มาพักใหญ่ก็ขอตกลงปลงใจกับ GrabTaxi ยิ่งตอนนี้มี GrabCar ด้วยพึงได้ลองใช้วันแรกติดใจเลย แต่แอบแพงนิดหน่อย ซึ่งข้อดีของ GrabTaxi นั้นคือ Promotion ที่จัดเต็มมาก สำหรับลูกค้าอย่างเรา และคนขับ Taxi โดยเท่าที่ผมรู้มีดังนี้

  • สมมุติเราได้ลด 50 บาทโดยปกติ GrabTaxi จะมีค่าธรรมเนียมการเรียก 25 บาทดังนั้น ถ้าเราได้ลด 50 บาท = ถูกกว่า Taxi ปกติ 25 บาทถ้าใช้ GrabTaxi แต่คนขับจะได้รับเงินจาก GrabTaxi งานละ 60 บาท !!! ผมยัง งง ถึงทุกวันนี้ว่า GrabTaxi นี้ยิ่งใช้เยอะ GrabTaxi ยิ่งขาดทุนรึเปล่า (หรือจะไปเอากำไรตอนที่ไม่ Promotion ??)
  • วันนี้ได้ลอง GrabCar ลด 100 บาทด้วย code "GIFT" โดยใช้ได้ถึง 26 ธ.ค. 57 นี้เท่านั้นครับ แต่พอใช้แล้วแอบรู้สึกว่า ถ้านั่งไกลจะแพง เพราะมิเตอร์ขึ้นเร็วมว๊ากกกก แต่ถ้าไม่ไกลมากสัก 5-10 โลกับการได้ลด 100 บาทเหมือนเรานั่ง Taxi แบบหรู่ๆดีไม่ดีถูกกว่า Taxi ปกติอีก โดยผมนั่งจาก มหาลัยมหิดลดินแดง ไปยัง วิภาวดี 16 เสียแค่ "20" บาทจากโปรนี้ โดย GrabCar เริ่มที่ราคา 50 บาทไม่ใช่ 35 บาทเหมือน Taxi นะครัช
  • ยิ่งถ้าคนขับ GrabTaxi ได้งานเยอะๆ ทาง GrabTaxi เหมือนจะมี Bonus ได้อีกที่รู้ๆคือถ้ารับได้ใน 1 วันเป็น 10 งานจาก GrabTaxi จะได้เงินเพิ่ม 700 บาท !

สุดท้ายแล้วที่มาเขียน Blog บอกตามตรงเลยว่า ควรลองสักครั้ง! ตอนนี้ผมแทบไม่กลับไปใช้ Taxi ปกติแล้วถ้าผมมีเวลารอรถ Taxi จากบ้านสัก 5-15 นาที ผมเรียก GrabTaxi อย่างเดียวเลย !

GrabTaxi

ถ้าซื้อหุ้น Warrant ไปแล้วขาดทุน “ควรแปลงหรือทิ้ง” ?

เนื่องจากผมมีคำถามในใจว่าเหตุผลที่คนจะแปลง Warrant เมื่อพลาดซื้อมันมาแล้ว มันเป็นไปได้ทางไหนบ้าง ก็เลยไปเจอบทความนี้ Warrant หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ์ เลยได้ทำการอ่านแล้วมาย่อยต่ออีกนิดหนึ่งให้เข้าใจเองว่ามันเป็นอย่างไร

2222

 

สรุปจากภาพที่ผมทำใน Excel บทสรุปก็คือ

  • ถ้าอันไหนขาดทุนน้อยกว่าให้เป็น Choice นั้นว่าจะแปลงไม่แปลง
  • สาเหตุที่เป็นไปได้ที่ทำให้แปลงแม้ขาดทุน ก็คือซื้อ Warrant มาแพงกว่าราคาแปลง และราคาหุ้นแม่มีค่ามากกว่าราคาแปลง อย่างกรณีบนสุดคือซื้อ Warrant ที่ 17 บาท จากตอนแรกราคาหุ้นแม่ 30 บาทพอเวลาใกล้แปลงราคาหุ้นเหลือ 15 บาทแล้วเราติดดอยไปแล้ว ถ้าแปลงจะขาดทุนน้อยกว่าไม่แปลง เนื่องจาก "ราคาแปลงหารจำนวนหุ้นที่ได้ ถูกกว่า ราคาหุ้นแม่"
  • เหตุผลอื่นๆคือทิ้ง Warrant ไปเลยจะขาดทุนน้อยกว่า
  • ถ้ายังมีโอกาส Cut Loss แล้วดีกว่าแปลงหรือรอให้หมดค่า ก็ Cut Loss ไปดีกว่าครับ

อย่างกรณี RML-W3 ราคาใช้สิทธิคือ 2.75 ราคา Warrant = 0.38 อัตราใช้สิทธิ 1:1 แปลว่าถ้าคนที่เผลอซื้อ Warrant ไปแล้วนั้น  คำนวณคือ (2.75/1)  = 2.75 ถ้าราคาหุ้นแม่ตอนแปลงมากกว่า 2.75 บาท เช่น 3 บาท (แต่เรายังขาดทุนอยู่ดีเพราะต้นทุนคือ 2.75+0.38) แล้วหวังว่าตอนแปลงปุ๊บราคายังเท่าเดิม การแปลงหุ้นจะทำให้ขาดทุนน้อยกว่าไม่แปลง เพราะถ้าไม่แปลงขาดทุน "หุ้นละ -0.38 บาท" แต่ถ้าแปลงจะขาดทุนแค่ "(2.75+0.38) - 3 = -0.13 บาท" ซึ่งขาดทุนน้อยกว่าทิ้ง Warrant ดังนั้น ถ้าตามหลักการดูว่าจะมีหุ้นเข้ามาเพิ่มในหุ้นแม่เท่าไร มันไม่แน่ถ้า "ราคาแปลงนั้นถูกกว่า ราคาหุ้นแม่ในตลาด"

กระทบอะไรบ้างกับ Fundamental ถ้ามีการแปลงหุ้น แปลว่าจำนวนหุ้นเยอะขึ้น EPS Diluted ก็ทำให้ราคาตกได้ ถ้ามุมมองนักลงทุนยังมองที่ PE เท่าเดิมอยู่ ทางด้านบัญชี บริษัทจะมี Equity สูงขึ้นเพราะได้เงินจากการใช้สิทธิ์ทำให้มีโอกาสลด DE Ratio ลงได้ครับ เสร็จแล้วเมื่อ Equity สูงขึ้น ROE , ROA จะต่ำลง ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดเดายากว่า มุมมองนักลงทุนที่มองกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ถ้ามันมีด้านดีอยู่บ้างที่ได้เงินเข้ามา นอกจาก EPS Diluted ....

วิธีการตัดสินใจลงทุนในหุ้นของผมในปี 2014

Nacreous_clouds_Antarctica

ผมอยากจะเขียนตรงนี้ไว้เพื่อกลับมาดูในอนาคตว่า ในอดีตวิธีการตัดสินใจลงทุนในหุ้นเราเป็นยังไง เลยขอ Share วิธีคิดไว้ ณ ตรงนี้

  1. ผมจะ Filter หุ้นด้วยสูตรคุณกวี Forecasted ROE/5 เทียบกับ PBV
  2. โดยหาตัวเลือกที่มี Margin of Safety ในสูตรกวี ประมาณ 70-80% ขึ้นไปในหุ้น smallcap แล้วก็ 50% ขึ้นไปในหุ้นที่เรารู้จัก Brand มายาวนานเป็นอย่างดี เช่น PTT , KBANK
  3. เลือกหุ้นที่เราเข้าใจธุรกิจหรือมั่นใจว่าอนาคตในช่วงไม่เกิน 3 ปีนี้ดีแน่ และมีหนี้สินน้อย หรือ ถ้ามากต้องทำกำไรได้ดี (อย่างน้อยเกิน EVA หรือ Economic Value Added)
  4. พอเลือกหุ้นได้จะทำการตรวจสอบข้อมูล โดยเปิดไปดูที่ "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน"
    111
  5. เสร็จแล้วให้ตรวจสอบว่าหุ้นที่เราดูจาก ROE นั้นเป็นของจริงหรือชั่วคราว โดยดูจาก รายได้อื่นๆ ถ้าขึ้นสูงผิดปกติแปลว่าเป็นกำไรพิเศษเยอะ เช่น ขายที่ได้ เสร็จแล้วไปตรวจสอบงบกระแสเงินสด โดยงบที่สำคัญคือ "เงินสดสุทธิจากการดำเนินการ" ถ้าแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเรียกว่าใช้ได้ ถ้าเพิ่มขึ้นมากแปลว่าดี (ขึ้นอยู่กับธุรกิจด้วยว่าเราดูตอนไตรมาสไหน อาจจะเป็นกำไรขึ้นๆลงๆไม่ใช่สม่ำเสมอ ดังนั้นเวลาประเมิณต้องอย่าโลกสวย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว อาจจะไม่ดีทุกไตรมาส ต้องคิดว่าถ้าเป็นรายปีแล้ว น่าจะได้กำไรเท่าไร)
    1222
  6. หลักๆพอดูแนวโน้มดีมี Margin of Safety เยอะแล้วจริงๆก็ลงทุนได้แล้ว แต่ถ้าอยากได้ความมั่นใจขึ้นไปอีกให้ดูอีก 2 สูตรคือ FCFF กับ Relative Multiple Valuation
  7. ผมจะดู Relative Multiple Valuation แบบง่ายๆคือ หุ้นตัวนี้ควรจะมี PE เท่าไร แล้ว EPS อนาคตเป็นเท่าไร เสร็จแล้ว เช่น HANA น่าจะ PE สัก 10 EPS ออกครบทุกไตรมาสน่าจะ = 5 ดังนั้นราคาน่าจะ = 50 แล้วถ้าโชคไม่ดี PE กับ EPS จะเป็นเท่าไร ในกรณี HANA ผมก็คิดว่า PE ต่ำสุดน่าจะ 7.2 แล้ว EPS อีก 2 ไตรมาสน่าจะเพิ่มมาแค่ 1 ดังนั้น = 2.83 + 1 = 3.83 ดังนั้นราคาน่าจะ = 3.83 * 7.2 = 27.5
    3333
  8. เสร็จแล้วก็วัดกับราคา ณ ตอนนั้นว่ามีโอกาสขึ้นมากกว่า โอกาสลงหรือเปล่า เช่น HANA ราคา 35.5 มีโอกาสขึ้นเป็น 50 ใน 1 ปีและลงเป็น 27.5 ใน 1 ปีมีโอกาสลงไปสูงสุด 22% แต่มีโอกาสขึ้นประมาณ 40% ดังนั้นสังเกตุว่าโอกาสจะขึ้นเกือบจะเป็น 1 เท่าตัวของโอกาสลง ให้เราคิดว่ามันพอไหมกับการเสี่ยงครั้งนี้ซึ่งผมมองว่าจริงๆไม่น่าจะ PE ลงเหลือ 7 ด้วยน่าจะอยู่ที่ Mean สัก 9 = 9*3.83 = 34.47 ดังนั้นโอกาสลงที่ผมคิดคือแค่ 3% ดังนั้นเลยลงมือเสี่ยงกับหุ้นตัวนี้
  9. ถ้าอยากได้ความมั่นใจไปอีกก็จะทำ FCFF เพื่อมั่นใจว่าไม่ว่าจะมองสูตรไหนตัวนี้ก็ราคาถูกมากๆ
  10. สุดท้ายจะลงทุนหุ้นตัวไหน เราควรจะเข้าใจวงจรธุรกิจบาง หรือถ้าไม่รู้เลยให้ดูว่าตัวนี้กำไรสม่ำเสมอไหม ? ทำให้การ Forecast เราแม่นยำขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่าลืมว่า Mr. Market มีอารมณ์ไม่ได้ใช้เหตุผลทุกครั้งต่อให้วางแผนมาดี ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ดีครับ

แชร์ไว้เดียว 2015 จะมาเล่าให้ฟังอีกทีครับ

บันทึกเรื่องเกี่ยวกับเสียง

หลังจากได้หูฟังดีๆ + DAC ดีๆมาแล้ว เราก็เริ่มการยกระดับให้การฟังเพลงจากเมื่อก่อนฟัง AAC ซื้อมาจาก iTunes ตอนนี้ชักไม่ได้ละ ต้องมาจากแผ่น CD หรือมาจาก Beatport (BitRate 1411) เท่านั้นเนื่องจากหูฟังดีขึ้นฟังรายละเอียดได้ดีขึ้น แล้วก็จำเสียงของเพลงได้เวลาฟังในหนังหรือฟังในคอนเสิร์ต ก็เลยเขียนบันทึกนี้ไว้สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจเสียเงินครั้งนี้

  • ก่อนตัดสินใจจะซื้อให้ไปฟังเสียงเพลงดีๆจริงๆ เช่น คอนเสิร์ต , พับ ฯลฯ พยายามจำเสียงของเพลงที่คุณชอบให้ได้ ยิ่งถ้าเป็นเพลงรายละเอียดเยอะจะยิ่งดีจะได้เห็นความแตกต่าง
  • Download เพลงนั้นๆมาฟัง โดยถ้ามาจาก CD ได้จะดี (ถึงแม้อาจจะดีไม่ที่สุดแต่ก็ดีกว่าโหลดจาก iTunes ครับ) หรือถ้าอยากพิสูจนก็ก็ลองโหลดแบบ iTunes มาฟังด้วยจะเข้าใจว่าต่างกันยังไง
  • เสร็จแล้วตั้ง Sampling Rate ตามเพลง เช่น Sampling Rate บอก 44.1 kHz ก็ไม่ต้องไปฝืนปรับเป็น 192 kHz อันนี้ค่อนข้างเชื่อถือได้
  • Bit Depth อันนี้เท่าที่ฟังมา มันแล้วแต่เพลงอีกบางเพลงคนอัด เขาอัดที่ 24 Bit Depth แต่เราฟังที่ 16 Bit Depth เราจะได้ยิน Sound ไม่ครบในบางเพลง
  • หูฟัง / SoundCard ก็มี Limit ของมัน โดยเน้นๆก็คือแนวเพลงที่เราฟัง ให้ลองเอาเพลงเราไปทดสอบดูก่อนซื้อ โดยพยายามเล่นเพลงที่คุณนึกออกจาก Concert ฯลฯ ที่ที่เครื่องเสียงเขาดี
  • เวลาฟังแล้วได้ยินเสียง ส...... ซ.... บาดหูเวลาเปิดดังๆแปลได้สองความหมายคือ หูฟังเราไปได้แค่นี้ / SoundCard เรามาได้แค่นี้ โดยวิธีของผมก็คือลดเสียงลงให้ฟังแล้วมันไม่บาดหูครับ
  • ไม่ต้องฝืนปรับทุกอย่างให้สุด เพราะเพลงดีๆอยากให้ทุกคน Enjoy แต่ถ้าคุณบาดหู ก็คือไม่ Enjoy ดังนั้นไม่ต้องฝืนครับลดระดับเสียงลงมาครับ
  • ใครชอบแนว EDM แนะนำ Beatport ครับโหลดแบบ Aiff (ถ้าฟังใน iTunes) เสียเพิ่ม $0.75 ทีเดียวคุ้มกว่า

โดยหลักๆแล้วผมจะชอบ 16 Bit Depth , 44.1 kHz ใน iTunes เพราะส่วนใหญ่ Sampling Rate ผมเป็น 44.1 kHz ส่วนที่ปรับเป็น 16 Bit เพราะเพลงส่วนใหญ่แล้วอัดที่ 16 Bit Depth โดยสรุปแล้ว Sound เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากสำหรับคนที่แยกแยะได้ว่าเพลงมันต่างกันยังไงในแต่ละ BitRate องค์ประกอบสำคัญคือ ลำโพง/หูฟังดี + SoundCard ดี + Config ดี + เพลงดี ต้องครบ 4 อย่างถึงจะฟังได้อย่างเต็มอรรถรสครับ

ประสบการณ์ซื้อ หูฟังดีๆ และ DAC ครั้งแรก

โดยผมได้ซื้อหูฟังและ DAC ยี่ห้อดังนี้มาครับ

  • ATH-M50X
  • DacMagic XS

โดยส่วนตัวเป็นคนชอบฟัง EDM และอยากฟังเพลงเสียงดีๆกับเขาบ้างเลยลองไปซื้อมาฟัง ซึ่งกว่าจะทำความเข้าใจเรื่อง Bitrate กับ Sampling Rate และปรับ Config ค่าของ iTunes , สาย , ฯลฯ กว่าจะได้เสียงที่เราต้องการ โดยต้องบอกก่อนว่าการที่จะได้เสียงเพลงที่ใส มีมิติ หลักๆนอกจากหูฟังดีแล้ว , มี Soundcard ที่ดีแล้วเรื่องสำคัญดังนี้ที่จะทำให้คุณได้ฟังเพลงที่ใสขึ้นได้แต่ต้อง Balance ดังนี้ครับ

  1. อุปกรณ์ควรเช็คเรื่องสายให้ดีว่าไม่ชำรุดเพราะอาจมี Noise เข้ามาแทรกได้
  2. Sampling Rate / Bit Rate ให้ปรับสุดเท่าที่เพลงจะรับได้เช่น เพลงรับได้ 24bit / 96 kHZ ก็ปรับตามนั้นครับ ที่เหลือคือหูฟังที่ดีขึ้นแล้วครับ
  3. เราควรปรับ Volume ที่เราฟังแล้วไม่บาดหูครับ ถ้ายังดังไม่พอที่จะถึงใจเรา ก็คงต้องหาหูฟังที่ดีขึ้นไปอีกครับ รวมถึงตัวขับ (พวก DAC , AMP) ที่สามารถส่งเสียง Bit ที่สูงขึ้น Sampling Rate ที่สูงขึ้นได้ครับ
  4. เราควรใช้เพลงที่ Bit Rate สูงๆเพื่อเสียงมันเหมือนจะดังขึ้น โดยที่จะได้ฟังเต็มอรรถรส แล้วไม่ต้องปรับ Volume เพิ่มแล้วทำให้เสียงแหลม มันบาดหู
  5. ควรใช้ไฟล์พวก Lossless หรือ Wav หรือ Aiff ในการฟังโดย Rip มาจาก CD แท้หรือดาวโหลดมาก็ได้เช่นกันพวกนี้จะมี Bit rate เกิน 1000 แล้วลองฟังดูถึงความแตกต่าง

ประมาณนี้ครับ ถ้าผมมีโอกาสได้ลอง DAC แบบ 32 bit ผมจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังอีกทีครับ ^.^

ปล. ถ้าเราหาเพลง Bitrate สูงๆ Sampling สูงไม่ได้ลองไปหาเพลงที่นี้ดูครับ http://www.hdtracks.com/

ค่าใช้จ่ายเมื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัยคอนโด

เนื่องจากพรุ่งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ สำหรับซื้อ Condo ก็ได้เรียนรู้ว่าจริงๆมี Hidden cost ที่เราอาจจะไม่ได้ประเมิณในตอนจะกู้ซื้อบ้าน/คอนโด ซึ่งผมประสบพบมา ซึ่งโชคดีที่เป็นคนมี Emergency Fund เลยได้ใช้ Emergency Fund ในการจ่ายเงินตรงส่วนนี้ไปก่อนซึ่ง Cost ที่ผมเจอมาเป็นดังนี้ครับ

  • พื้นที่ส่วนต่าง ซึ่งตอนทำสัญญาเป็น 39 ตร.ม แต่พอทำเสร็จเป็น 41 เลยต้องจ่ายเพิ่มตามจำนวน ตรม ที่เพิ่มขึ้นมา
  • ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ 1%
  • ค่าจดจำนอง (เมื่อกู้) 1%
  • ค่าอากรต่างๆ
  • ค่าสาธารณูปโภค ชำระล่วงหน้า 1 ปี ตามตารางเมตร
  • ค่ากองทุนส่วนกลางชำระครั้งเดียว ตามตารางเมตร
  • ค่าประกันมิเตอร์น้ำ
  • ค่าประกันอัคคีภัย
  • ค่าธุรการสำหรับแบงค์ที่มาให้กู้

สรุปว่าตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกู้เผื่อๆ ตอนนี้ผมเข้าใจละ สมมุติว่าเหลือจำนวนเงินที่ต้องผ่อนต่อ 1,600,000 บาทให้กู้เผื่อสัก 15% ถ้าทำได้เป็น 1,840,000 บาทจะได้ Cover Cost ต่างๆถ้าเราไม่ใช้ค่อยโป๊ะคืนกลับไปครับผม จึงเป็นที่มาว่าถ้าไม่อยากเสียเงินสดให้กู้เผื่อไว้ด้วยนะครับบบ

วิธีเวรคืนยกเลิกกรมธรรม์ของ AIA

เนื่องจากผมมีประกัน 2 กรมธรรม์ที่แม่ทำให้ ทำให้ผมมีรู้สึกยุ่งยากและซับซ้อนเพราะแต่ละกรมธรรม์ก็มีประกันสุขภาพของตัวเอง แถมผมก็ยังไม่รู้ผลประโยชน์อีกก็เลยอยากยกเลิกแต่สุดท้ายก็ยกเลิกไม่หมดกลายเป็นเปลี่ยนแปลงกรมธรรม์ซึ่งเอา ประกันสุขภาพออกเฉยๆ เนื่องจาก Call Center และพนักงานที่รับเรื่องดีมากกก อันนี้พูดเลยจะรู้สึกแตกต่างเวลามีคนมาขายประกัน AIA อย่างมากถ้าเวลาขาย Agent ขายได้ดีเท่าที่สำนักงานใหญ่ AIA สุรวงศ์ดูแล Case ผมละก็อยากซื้อเลย

สิ่งที่ต้องเตรียมไป

  1. กรมธรรม์
  2. บัตรประชาชน
  3. Slip ที่ส่งมาทางไปรษณีย์ว่าจะถึงเวลาชำระเงินแล้ว และไปก่อนวันที่จะชำระเงินหรือหลังวันแจ้งไม่เกิน 1 เดือน
  4. ถ้ากรมธรรม์หายต้องเอาไปแจ้งความไปด้วย (Optional)
  5. เตรียมเงินไปจ่ายค่าเบี้ยหลังการเปลี่ยนแปลง (หรือมีบัตรเครดิตก็รับบัตรเครดิตได้)

วิธีไปยกเลิก

  1. เดินทางด้วย MRT หรือ BTS โดยMRT ลงสามย่านและต่อมอไซค์ AIA สำนักงานสุรวงศ์ (20-30 บาท) ส่วน BTS ลงช่องนนทรี ต่อมอไซค์เช่นกันครับ
  2. เมื่อไปถึงสำนักงานใหญ่เดินขึ้นไปชั้น 2
  3. รับบัตรคิวที่ Counter ด้านหน้า โดยบอกว่ายกเลิกกรมธรรม์
  4. พอถึงคิวก็บอกกับพนักงานยกเลิกได้เลย โดยพนักงานจะบอกถึงผลประโยชน์ว่าถ้ายกเลิกแล้วจะได้คืนเท่าไรก็คำนวณเองว่าคุ้มไหม หรือจริงๆส่งเบี้ยต่อดีกว่ากัน
  5. พอเมื่อทำการเปลี่ยนหรือยกเลิกเรียบร้อยแล้วก็ไปจ่ายเงินเป็นอันเสร็จ

โดยสรุปแล้วก็ขอยกเลิกได้ไม่ยุ่งยากมาก แต่จะยุ่งตรงที่จะทำล่วงหน้าไม่ได้ จะให้รอถึงมีวันแจ้งหนี้มาถึงจะเปลี่ยนแปลงกรมธรรม์ได้ แต่ถ้าเวรคืนสามารถไปทำก่อนวันจ่ายเบี้ยได้เลย หวังว่าใครจะยกเลิกจะได้ไปง่ายๆกันเลยนะครัช

ส่งภาษาไทยเข้า SAP ผ่าน BAPI ด้วย PHP

เนื่องจากผมได้มีโอกาสเขียนส่งข้อมูลจากระบบเดิมที่เคยทำงานเข้าไปที่ SAP นั้นมีอยู่หนึ่งปัญหาคือเรื่องส่งภาษาไทยเข้าไปใน SAP หลักๆเลย ท่านสามารถส่งภาษาไทยเข้าไปด้วย UTF-8 อยู่แล้วด้วยวิธีนี้

http://blackphp.wordpress.com/2013/06/20/sap-rfc-php-vietnamese/

สังเกตุที่ setCodePage 4110 ตรงนี้เป็นการบอกว่าเรากำลังส่ง encoding อะไรเข้าไปให้ SAP ซึ่งโค้ดรหัสนี้ทาง SAP ต้องเปิดรองรับไว้เราถึงจะส่งไปได้

แต่ที่นี้ปัญหาคือการที่เราส่ง UTF-8 ไปนั้น Character 1 ตัวของ UTF-8 = 3 Bytes ดังนั้นถ้าเกิดมีการสร้าง Schema มาแล้ว เช่น 16 Characters การที่เราใส่ภาษาไทยผ่าน BAPI ไปจะทำให้ใส่ได้เพียง 5 ตัวอักษรเท่านั้น

ดังนั้นถ้าสุดวิสัยไม่สามารถแก้ Schema ได้เราก็ต้องยอมเปลี่ยนเป็น Encoding ที่กิน 1 Byte สำหรับ 1 Characters ที่รองรับภาษาไทยนั้นคือ TIS-620 โดยวิธีทำผมก็ใช้ก็คือแปลงจาก UTF-8 เป็น TIS-620 ก่อน

iconv('UTF-8, 'TIS-620', "สวัสดีชาวไทย");

แปลง text ก่อนเสร็จแล้วเราก็ทำการ

setCodePage เป็น 8607

ทีนี้เราก็จะสามารถส่ง Character Thai ให้เหลือ 1 Byte ได้แล้ว ก็สามารถใส่ได้ครบ 16 Characters

ปล. สำหรับคนที่จะลองเขียนภาษาไทยส่งไปตรงๆจากไฟล์อย่าลืมเปลี่ยนเป็น UTF-8 ก่อนด้วยนะครับ ไม่งั้นเดียว iconv convert ผิด
ปล2. เช็คกับทาง SAP ให้แน่ใจก่อนว่ารหัส CodePage 8607 นั้นมีใน SAP ด้วย

HHVM 2.4.0 FastCGI + NginX บน DigitalOcean

วันนี้มาเขียนเพื่อเตือนความจำบางอย่างจากการทดสอบนี้ โดยเป็นการทดสอบระหว่าง HHVM 2.4.0 FastCGI + NginX กับ NginX + PHP-FPM + APC วิธีคือใช้ Node.JS ทำ Stress Test ยิงดูครับ โดยในแต่ละครั้ง โดยจะยิงมากขึ้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะพังครับ โดยให้ทำการโหลดหน้า Welcome ของ CodeIgniter ครับ

โดยสรุปถ้าใช้เครื่อง 1 CPU Core , Ram 512mb

NginX + PHP-FPM + APC ทำได้ดีกว่าทั้งเรื่องการใช้ทรัพยากรน้อยกว่า 8 เท่า , การตอบสนองความเร็วพอๆกัน , HHVM โหลดขึ้นเยอะโดน DigitalOcean Kill แล้วก็ล่มไป

โดยสรุปถ้าใช้เครื่อง 2 CPU Cores , Ram 2Gb

HHVM 2.4.0 FastCGI + NginX ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก รองรับโหลดมากกว่าเดิมประมาณ 8 เท่าใช้ทรัพยากรคุ้มค่า , Response Time รวดเร็ว

น่าตกใจมากที่การทดสอบที่ 2 CPU Cores นั้น HHVM กว่าจะพังแบบใช้ไม่ได้เลย ต้องยิงประมาณ 10,000 Concurrents แล้วก็ 1,000,000 Requests ซึ่งการใช้เครื่องระดับแค่ 2 Cores ถือน่าประทับใจมากครับ

ปล. การทดสอบนี้อาจจะมี Bias อยู่บ้าง แต่สรุปโดยคร่าวๆ HHVM มีอนาคตมากครับที่จะมาแทนการใช้ Apache , Php หรือ NginX + PHP-FPM ได้เลยในอนาคต

ใครอยากลอง Test เองบน DigitalOcean เชิญสมัครได้เลยครัชชช

Digital Ocean เมื่อ Cloud ราคาถูกจนคนทั่วไปเอื่อมถึง

สรุปผลการเล่น Digital Ocean หรือ Cloud ราคาถูกแต่ประสิทธิภาพสุดยอดสรุปได้ดังนี้

ข้อดี

- เลือก Package เข้าใจง่ายมาก
- Fast Resize คือการปรับขนาด Ram/CPU ได้โดยจะไป Size ที่ใหญ่กว่าได้ แต่ปรับเป็น Size ต่ำกว่าตอนเริ่มไม่ได้ และยังไม่เห็นว่าจะปรับขนาด Disk ยังไง
- การทำ Snapshots (Backup ทั้งเครื่อง) ต้อง Power-off ก่อนแล้วค่อยทำได้
- มีการทำ Automatics Backup เสียเดือนละ $1 แต่ไม่ได้ Guarantee ว่าเป็น Daily Backup ขึ้นอยู่กับขนาด Size
- มี Web SSH ซึ่งแจ่มเลยสำหรับ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่น Load เยอะ
- สามารถเอา Snapshots ไปโคลนเป็นอีก เครื่องได้ทันทีง่ายๆไม่กี่ Click (แจ่ม)
- Snapshots จะถูกเก็บไว้ที่ Amazon Glacier
- สามารถลบ Droplets (Server) ได้ง่ายๆถ้าเป็นการโคลนสามารถ Rebuild ให้เหมือนเดิมได้ด้วย
- ถ้าเผลอลบ Droplets สามารถ Restore ได้
- ราคาถูกกว่า VPS เมืองไทยหลายที่ แถมยังมี User Interface ที่ใช้ง่ายพร้อมมี API อีกตะหาก

ข้อเสีย

- Fixed Hardware เป็น Set ๆไม่ค่อยปรับแต่งได้มาก เช่น เครื่องนี้เน้น CPU , เครื่องนี้เน้น Ram แบบ Amazon
- Server อยู่ต่างประเทศทำให้การที่จะมา Serv คนไทยอาจจะเจอ Network Latency สูงหน่อย

บทสรุปคือผมว่าเป็น Cloud ที่ดีเลยทีเดียว แถมถ้าเป็นมือใหม่ / ต้องการลง WordPress ก็ยังมี One Click Setup ให้อยู่ซึ่งถือว่า Digital Ocean พยายามเขาหาทั้ง Programmer และ Consumer ผมมาเป็นแนวทางที่เข้าใจง่ายด้วย โดยตอนนี้ผมทดสอบมา 1 อาทิตย์กว่าแล้วมีเงินเรียกเก็บมาแล้ว เท่าที่ลองเปิดนู้นนี้นั้นโน่น ต้องบอกจริงๆว่าถูกมาก มากๆ ถ้าเทียบกับ VPS เมืองไทย แถมมีระบบ Snap Backup (Backup ทั้ง Image) ซึ่งหล่อกว่า Backup เป็นไฟล์ๆเป็นไหนๆ โดยตอนนี้ผมหาทุนมาทดสอบ Software หลายอย่างถ้าทุกท่านสนใจ Digital Ocean แล้วอยากสนับสนุนผมก็เข้าไปสมัครผ่าน Link ด้านล่างนี้ด้วยนะครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ

Digital Ocean